.
ฮ่องกงย้ำ 'ยังไม่ทำหยวนดิจิทัลอิงทองคำ' เร่งกฎหมายใหม่คุมเฉพาะ 'สเตเบิลคอยน์อิงดอลลาร์'
23-2-2026
Asia Times รายงานว่า ความเห็นล่าสุดของนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภา ได้กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาตอบข้อซักถามที่ว่าจีนอาจกำลังพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ค้ำประกันด้วยทองคำแทนเงินหยวนหรือไม่ โดยเขาระบุว่า "จะไม่แปลกใจเลย" พร้อมอ้างถึงกระบะทรายทางกฎหมาย (Regulatory sandbox) ขนาดใหญ่ของฮ่องกง (Hong Kong) และการมีส่วนร่วมในระดับโลกอย่างแข็งขันของธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) คำกล่าวนี้กระตุ้นให้เกิดการคาดการณ์ทันทีว่าจีนอาจกำลังซุ่มพัฒนาระบบดิจิทัลที่อิงกับทองคำเพื่อท้าทายอำนาจของดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในตลาดอาจไม่ได้เป็นเรื่องของทองคำ แต่เป็นการที่ฮ่องกงกำลังสร้างนิยามใหม่ให้แก่โครงสร้างพื้นฐานของสภาพคล่องดิจิทัลอย่างเงียบๆ
หากพิจารณาจากโครงสร้างตลาด การตีความเชิงภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวอาจสะท้อนถึงความกังวลมากกว่าความเป็นจริงทางการเงินที่สังเกตได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ค้ำประกันด้วยทองคำนั้นมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีหรือไม่ เพราะคำตอบคือเป็นไปได้ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าโครงสร้างกฎระเบียบและตลาดในปัจจุบันสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งบทบาทของฮ่องกงในการนวัตกรรมทางการเงินมักถูกเข้าใจผิดจากภายนอก โดยแท้จริงแล้วกรอบการทำงานของฮ่องกงคือการทดลองที่ถูกควบคุมภายใต้หลักการทางการเงินที่มั่นคง ไม่ใช่แพลตฟอร์มสำหรับการเผชิญหน้าทางการเงิน
ความเห็นของนายพอล ชาน (Paul Chan Mo-po) รัฐมนตรีคลังฮ่องกง เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม 2026 ยิ่งตอกย้ำถึงแนวทางที่ระมัดระวังนี้ โดยเขาระบุว่าทางการจะให้ความสำคัญกับการพัฒนา "สเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงกับสกุลเงินตรา" (Fiat-referenced stablecoin) ในระยะแรกให้เสร็จสิ้นก่อน และจะพิจารณาการผูกโยงกับทองคำหรือสินทรัพย์อื่นอย่างระมัดระวังในภายหลัง ซึ่งต้องผ่านการศึกษาและประเมินผลอย่างค่อยเป็นค่อยไป สื่อท้องถิ่นจึงรายงานว่านี่เป็นเพียงสัญญาณของการเปิดกว้างเพื่อการวิจัย ไม่ใช่ข้อผูกมัดทางนโยบาย นอกจากนี้ นายซีริล ควาน (Cyril Kwan) ผู้จัดการฝ่ายการลงทุนของ Archduke United LPF ได้ให้ความเห็นว่าโครงสร้างกฎหมายสเตเบิลคอยน์ปัจจุบันมีขอบเขตที่ชัดเจน โดยกำหนดให้สินทรัพย์สำรองต้องประกอบด้วยเครื่องมือทางการเงินที่มีคุณภาพและสภาพคล่องสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล เพื่อรักษาเสถียรภาพในการไถ่ถอน ดังนั้นหากจะมีการใช้ทองคำ ก็อาจเป็นเพียงสัดส่วนเล็กๆ ในพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย มากกว่าจะเป็นเสาหลักของระบบการเงินใหม่
ในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส (Davos) เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 นายพอล ชาน ยังคงย้ำถึงความทะเยอทะยานด้านสเตเบิลคอยน์ของฮ่องกง แต่โฟกัสไปที่การออกใบอนุญาตชุดแรกในปี 2026 สำหรับสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงเงินตราเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเข้าแทนที่สกุลเงินหลัก แต่เป็น "โครงสร้างพื้นฐานของสภาพคล่อง" โดยในระยะแรก สเตเบิลคอยน์สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกง (HKD) จะถูกนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์เสมือนที่ได้รับใบอนุญาต (VATPs) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสินทรัพย์เสมือนและเงินตรา โดยเฉพาะระหว่างดอลลาร์ฮ่องกงและเงินหยวนนอกประเทศ (CNH) มากกว่าจะเป็นการเข้ามาแทนที่สกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง
การออกแบบที่ระมัดระวังนี้ถูกบรรจุไว้ในกฎหมาย โดยกฎหมายสเตเบิลคอยน์ของฮ่องกง (Stablecoins Ordinance) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2025 ภายใต้การดูแลของ HKMA ครอบคลุมเฉพาะสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงเงินตราเท่านั้น ส่วนโครงสร้างที่ค้ำประกันด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงทองคำ ยังคงถูกแยกออกไปเนื่องจากความกังวลด้านความผันผวนของราคาและความซับซ้อนทางกฎหมาย นอกจากนี้ เงินหยวนดิจิทัล (eCNY) ของจีนแผ่นดินใหญ่ยังไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทดลองในฮ่องกง เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของจีนแผ่นดินใหญ่เอง ดังนั้นการทดลองของฮ่องกงจึงดำเนินไปภายใต้กรอบตลาดสากล ไม่ใช่ในฐานะส่วนขยายของนโยบายการเงินของปักกิ่ง
หากทองคำจะเข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัล สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือผ่าน "การแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความจริงให้เป็นโทเค็น" (Tokenized real-world assets หรือ RWA) โดยสเตเบิลคอยน์สกุล HKD อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการชำระราคาสำหรับการซื้อขายทองคำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมในช่วงที่ราคาผันผวน ซึ่งจะช่วยเสริมตำแหน่งของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการซื้อขายทองคำระดับโลกผ่านการปรับปรุงระบบการชำระเงินให้ทันสมัย เมื่อมองจากมุมนี้ คำกล่าวของเบสเซนต์จึงอาจเปิดเผยให้เห็นถึงวิธีที่นักนโยบายสหรัฐฯ ตีความการทดลองทางการเงินนอกประเทศ มากกว่าจะเป็นการเปิดเผยสิ่งที่จีนกำลังสร้างขึ้นจริงๆ ความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในฮ่องกงไม่ใช่การใช้ทองคำท้าทายเงินดอลลาร์ แต่เป็นการบรรจบกันภายใต้กฎระเบียบของสเตเบิลคอยน์ ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และโทเค็น RWA ซึ่งความเสี่ยงที่แท้จริงอาจเป็นการสับสนระหว่าง "วิวัฒนาการของโครงสร้างพื้นฐาน" กับ "การแข่งขันทางการเงิน" เพราะระบบการเงินโลกมักวิวัฒนาการผ่านการปรับปรุงทีละน้อยในการเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ใช่การเข้าแทนที่อย่างฉับพลัน บทบาทของฮ่องกงในปัจจุบันจึงไม่ใช่การล้มล้างระเบียบการเงินโลก แต่คือการทดสอบว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะอยู่ร่วมกับระบบเดิมได้อย่างไร และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมการทดลองนี้ถึงสำคัญ เพราะมันอาจเป็นตัวกำหนดว่าระบบการเงินในเวอร์ชันถัดไปจะทำงานอย่างไรในอนาคต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/gold-stablecoins-and-hong-kongs-market-reality/