.
ANZ ปรับเป้าทองคำพุ่งแตะ $5,800 ไตรมาส 2 ดอกเบี้ยจริงขาลง–หนี้โลกพุ่ง หนุนแรงซื้อ
20-2-2026
Kitco news รายงานว่า ANZ ปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำสู่ระดับ 5,800 ดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2 ชี้ปัจจัยหนุนจากการลดดอกเบี้ยและความเสี่ยงทางการคลังของสหรัฐฯ – แม้ราคาทองคำในปัจจุบันจะยังคงแกว่งตัวสร้างฐานอยู่บริเวณ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Ounce) แต่ธนาคารระดับโลกอย่าง ANZ (Australia and New Zealand Banking Group) กลับมองว่านี่เป็นเพียงจุดพักชั่วคราว พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำในไตรมาสที่ 2 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิเคราะห์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของ ANZ ระบุในรายงานฉบับล่าสุดว่า พวกเขาคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะพุ่งแตะระดับ 5,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ 5,400 ดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าแม้ตลาดจะมีความผันผวนเมื่อเร็วๆ นี้ แต่สัญญาณขาขึ้นยังคงมีความแข็งแกร่งและยังไม่ถึงจุดอิ่มตัวที่จะกลับตัวเป็นขาลงในเร็ววัน
ปัจจัยหนุนจากนโยบายการเงินและการเมืองโลก
ANZ ประเมินว่าสภาวะตลาดในปัจจุบันแตกต่างจากรอบวัฏจักรในอดีต (เช่น ปี 1980 หรือ 2011) อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากทองคำได้รับแรงหนุนสำคัญจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้
"เราคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยครั้งละ 25bp (Basis points) ในเดือนมีนาคมและมิถุนายน ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real rates) ปรับตัวลดลงและกระตุ้นเม็ดเงินไหลเข้าสู่ทองคำ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Donald Trump) ยังคงใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือข่มขู่ ซึ่งตลาดเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับผลกระทบของกำแพงภาษีที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและความน่าเชื่อถือของเฟดในอนาคต" นักวิเคราะห์ระบุ
วิกฤตความเชื่อมั่นในพันธบัตรสหรัฐฯ (US Treasuries)
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในรายงานคือมุมมองต่อพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk-free asset) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย ANZ ชี้ว่าระบบการเงินโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงและความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของเฟด ทำให้พันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มสูญเสียความน่าเชื่อถือ
"นักลงทุนกำลังเรียกร้องส่วนต่างความเสี่ยง (Premiums) ที่สูงขึ้นสำหรับพันธบัตรระยะยาว สะท้อนจากส่วนต่างผลตอบแทน (Spread) ที่กว้างขึ้นระหว่างบอนด์ระยะยาวและระยะสั้น ทองคำจึงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์เปลี่ยนผ่าน (Transitional asset) ที่มอบความเสถียรในช่วงที่จุดยึดเหนี่ยวแบบเดิม (Conventional anchors) กำลังเผชิญกับแรงกดดัน"
แรงขับเคลื่อนจากกองทุน ETF และความต้องการทั่วโลก
ANZ คาดการณ์ว่าความต้องการลงทุนจะกลายเป็นกลไกหลักในการผลักดันราคาทองคำในปีนี้ โดยคาดว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ถือครองทองคำ (Gold-backed ETFs) อย่างต่อเนื่อง และอาจมียอดถือครองรวมทะลุ 4,800 ตันในปีนี้ โดยเฉพาะการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน (China) และอินเดีย (India)
"ความเสี่ยงขาขึ้นที่เรามองเห็นคือการสลับพอร์ตลงทุน (Fund rotation) จากหุ้นและพันธบัตรมาสู่ทองคำ หากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสินทรัพย์ในทองคำ ETF มีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับการถือครองหุ้นและพันธบัตรทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าแม้การปรับพอร์ตเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลบวกมหาศาลต่อราคาทองคำ"
มุมมองต่อโลหะเงิน (Silver)
สำหรับโลหะเงิน ANZ ยังคงมีมุมมองเชิงบวกเช่นกัน แต่อาจจะไม่โดดเด่นเท่าทองคำในปีนี้เนื่องจากความผันผวนที่สูงกว่า โดยคาดว่าราคาโลหะเงินจะเคลื่อนไหวตามราคาทองคำ แต่ความได้เปรียบเริ่มลดลงเนื่องจากอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมเริ่มตอบสนองต่อราคาที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความระมัดระวังและกรอบการซื้อขายอาจกว้างขึ้น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.kitco.com/news/article/2026-02-16/anz-sees-gold-hitting-5800-ounce-second-quarter