.
จีนเผชิญขีดจำกัดด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง ขณะสหรัฐฯ ทวงคืนสถานะมหาอำนาจหลัก
2-2-2026
Bloomberg รายงานว่า บทพิสูจน์อำนาจจีนในตะวันออกกลาง: จากผู้ไกล่เกลี่ยสู่บทบาทรองในวันที่ภูมิภาคเผชิญวิกฤตสงคราม ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม 2023 โลกต่างจับตามองภาพประวัติศาสตร์เมื่ออิหร่านและซาอุดีอาระเบียตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต ณ กรุงปักกิ่ง เหตุการณ์นั้นถูกมองว่าเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่สั่นคลอนอิทธิพลของสหรัฐฯ ซึ่งครองความเป็นใหญ่ในตะวันออกกลางมานานหลายทศวรรษ ทว่าในปัจจุบัน บทบาทของจีนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยอำนาจระดับภูมิภาคกลับเริ่มส่งสัญญาณชะงักงันและลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด
ภาวะสุญญากาศทางการเมืองในยามวิกฤต
นับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีของกลุ่มฮามาสในเดือนตุลาคม 2023 ซึ่งจุดชนวนสงครามในฉนวนกาซาและขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค จีนกลับเลือกที่จะมีบทบาทในระดับขอบนอก (Fringe Player) ขณะที่สหรัฐฯ กลับเข้ามาเป็นศูนย์กลางอีกครั้ง ทั้งในฐานะผู้เจรจาไกล่เกลี่ยและผู้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการทางทหาร
นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้ปักกิ่งจะมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ฝังรากลึกในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf) แต่จีนกลับแสดงความไม่เต็มใจที่จะทุ่มทรัพยากรหรือต้นทุนทางการเมือง เมื่อเผชิญกับวิกฤตที่ต้องการการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะในมิติด้านความมั่นคง
ขีดจำกัดของปักกิ่ง: เมื่อความมั่นคงไม่ใช่ทางที่เลือก
จีนก้าวเข้าสู่ตะวันออกกลางด้วย "ความกระหายน้ำมัน" และขยายอิทธิพลผ่านโครงการแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) โดยเน้นนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในและเคารพอธิปไตย ซึ่งเป็นแนวทางที่กลุ่มประเทศอาหรับชื่นชอบมากกว่าการถูกสหรัฐฯ "สั่งสอน" เรื่องสิทธิมนุษยชน ทว่าเมื่อเกิดภัยคุกคามที่จับต้องได้จริง เช่น การโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง จีนกลับมุ่งเน้นเพียงการปกป้องเรือสินค้าของตนเอง แทนที่จะร่วมแบกรับภาระในกองกำลังพิทักษ์เสรีภาพการเดินเรือระหว่างประเทศ
การกลับมาทวงคืนพื้นที่ของสหรัฐฯ ภายใต้ยุคทรัมป์
ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สหรัฐฯ ได้ตอกย้ำบทบาทหลักอีกครั้ง โดยเฉพาะการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส รวมถึงการเสนอจัดตั้ง "คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ" (Board of Peace) เพื่อปกครองฉนวนกาซาในอนาคต ท่าทีที่เน้นผลลัพธ์และการทำข้อตกลง (Dealmaking) ของทรัมป์สอดรับกับความต้องการของผู้นำในภูมิภาคมากกว่านโยบายเชิงสัญลักษณ์ของจีน
นอกจากนี้ แรงกดดันจากสหรัฐฯ ยังส่งผลให้โครงการความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างจีนและบริษัทในอาบูดาบีต้องยุติลง เพื่อแลกกับการลงทุนจากยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ อย่าง Microsoft สะท้อนถึงชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ของวอชิงตันในสมรภูมิเทคโนโลยี
เศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แต่ความมั่นคงยังเป็นรอง
แม้บทบาททางการเมืองจะลดถอยลง แต่ในเชิงเศรษฐกิจ จีนยังคงเป็นพันธมิตรที่ไม่อาจมองข้าม มูลค่าการค้าระหว่างกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและจีนพุ่งสูงถึง 2.57 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าการค้ารวมกันระหว่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และยุโรปเสียด้วยซ้ำ บริษัทจีนยังคงครองตลาดในภาคพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐาน และรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ในปัจจุบัน ความกังวลที่ว่าจีนจะขึ้นมาแทนที่สหรัฐฯ ในฐานะ "ผู้ค้ำประกันความมั่นคง" ของตะวันออกกลางได้คลี่คลายลง เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าปักกิ่งยังขาดประสบการณ์และที่สำคัญคือ "ขาดเจตจำนง" ที่จะรับภาระหนักในภูมิภาคที่ผันผวนแห่งนี้ โดยจีนมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่ใกล้ตัวมากกว่า เช่น ไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งนับเป็นประโยชน์ในทางอ้อมต่อปักกิ่ง เมื่อสหรัฐฯ ต้องหันมาโฟกัสกับตะวันออกกลางอีกครั้ง จนอาจทำให้อิทธิพลในแถบเอเชียแปซิฟิกเบาบางลง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-01-30/china-s-middle-east-influence-wanes-as-the-us-reasserts-its-power?srnd=homepage-americas