.
รมว.ต่างประเทศขอทูตอิสราเอลกำชับพลเมืองเคารพกฎหมาย-วัฒนธรรมไทย ย้ำชาวอิสราเอล "ทำอะไรก็ได้" ในไทยไม่ได้
10-9-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า รัฐบาลไทยส่งสัญญาณเตือนไปยังทางการอิสราเอล โดยย้ำว่านักท่องเที่ยวและชาวอิสราเอลในไทยต้องเคารพกฎหมายและวัฒนธรรมท้องถิ่น และไม่อาจ “ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ” พร้อมยืนยันดำเนินมาตรการเนรเทศขั้นเด็ดขาดต่อผู้ก่อความวุ่นวาย
นายสิหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อหารือกรณีเหตุการณ์อื้อฉาวของพลเมืองอิสราเอลที่สร้างความตึงเครียดในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมย้ำจุดยืนการปรับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน
นายสิหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (Sihasak Phuangketkeow) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทย (Thailand) ได้เปิดเผยภายหลังการเข้าพบและหารือร่วมกับ นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ทางการประเทศอิสราเอล (Israel) จำเป็นต้องเพิ่มบทบาทในการสร้างความเข้าใจและตักเตือนพลเมืองของตนเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติตามกฎหมายและบรรทัดฐานสังคมไทยในระหว่างพำนักอยู่ในประเทศไทย
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นภายหลังเกิดเหตุการณ์อื้อฉาวและการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายหลายกรณีซึ่งมีพลเมืองชาวอิสราเอลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จนสร้างความตึงเครียดให้แก่สังคมและชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย
“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่การต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่ได้หมายความว่าผู้มาเยือน ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม จะสามารถทำอะไรก็ได้อย่างตามใจชอบในประเทศไทย” นายสิหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (Sihasak Phuangketkeow) กล่าวต่อสื่อมวลชน “ผู้มาเยือนต้องมีความเข้าใจและเคารพในวัฒนธรรมและประเพณีของไทย เช่นเดียวกับที่นักท่องเที่ยวชาวไทยต้องปฏิบัติเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ”
ด้าน นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ซึ่งก่อนการหารือได้แสดงความประสงค์ที่จะหยิบยกข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับกระแสการต่อต้านชาวอิสราเอลและชาวยิวที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย ได้อธิบายบรรยากาศการหารือร่วมกับนายสิหศักดิ์ว่าเป็นการพูดคุยที่ “ดีและเปิดกว้าง” โดยได้หารือครอบคลุมถึง “ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านการเกษตร แรงงาน การสาธารณสุข และความมั่นคงไซเบอร์”
นายสิหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (Sihasak Phuangketkeow) ระบุเพิ่มเติมว่า ได้ร้องขอให้ทางการกรุงเยรูซาเล็มตะวันตก (West Jerusalem) เพิ่มการสื่อสารเชิงรุกกับกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีชุมชนชาวอิสราเอลขนาดใหญ่ เช่น ในจังหวัดพังงา (Phangnga) และจังหวัดภูเก็ต (Phuket) เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมและเคารพสถานที่
มาตรการคุมเข้มการเนรเทศและการปรับโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทย ซึ่งเคยมีชื่อเสียงในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวราตรี กำลังดำเนินนโยบายปรับเปลี่ยนทิศทางเพื่อลดภาพลักษณ์ด้านดังกล่าว และมุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ เช่น กลุ่มครอบครัว และกลุ่มผู้สนใจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism)
การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของประชาชนในท้องถิ่นที่เริ่มมีความเข้มงวดต่อชาวต่างชาติที่ก่อความวุ่นวายและทำลายระเบียบสงบเรียบร้อยของสังคม โดยรัฐบาลไทยได้นำมาตรการทางกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งการลดระยะเวลาวีซ่า และการปรับปรุงขั้นตอนการเนรเทศให้มีความรวดเร็วและเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น
ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายยาคอฟ โอฮายอน (Jacob Ohayon) พลเมืองชาวอิสราเอล ได้กลายเป็นชาวต่างชาติรายแรกที่ถูกเนรเทศออกนอกประเทศไทยภายใต้กฎระเบียบการเนรเทศฉบับใหม่ หลังจากศาลไทยได้ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 วัน (โดยให้รอลงอาญา) พร้อมปรับเงิน จากกรณีข้อพิพาทกับเจ้าของสวนสนุก Samui Exotic Park บนเกาะสมุย (Ko Samui) ซึ่งเป็นหญิงชาวไทยและชายชาวฝรั่งเศส
ชนวนเหตุพิพาทเกิดจากการที่เจ้าของสถานที่ได้ทำการชักธงปาเลสไตน์ขึ้น ซึ่งนายยาคอฟ โอฮายอน (Jacob Ohayon) ได้แสดงการคัดค้านด้วยพฤติกรรมที่ทางการไทยวินิจฉัยว่าละเมิดกฎหมายท้องถิ่น รวมถึงการระดมปลุกกระแสโจมตีให้คะแนนรีวิวเชิงลบทางออนไลน์ต่อสถานที่ดังกล่าว ตลอดจนการส่งข่มขู่คุกคามส่วนบุคคล
พฤติกรรมข่มขู่คุกคามดังกล่าวส่งผลให้นายยาคอฟ โอฮายอน (Jacob Ohayon) ถูกเพิกถอนสิทธิในการพำนักอยู่ในประเทศไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล (Anutin Charnvirakul) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งเนรเทศด้วยตนเอง นอกจากนี้ นายเควิน ดิมีโน (Kevin Dimino) ชายชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคู่กรณี ก็ถูกสั่งเนรเทศด้วยเช่นกันจากพฤติกรรมคุกคามและใช้วาจาหรือการกระทำอันรุนแรงในระหว่างเหตุเผชิญหน้าดังกล่าว
นายสิหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (Sihasak Phuangketkeow) ได้ยกกรณีศึกษานี้ขึ้นกล่าวเน้นย้ำว่า “ใครก็ตาม ไม่ว่าจะถือสัญชาติใด หากละเมิดกฎหมายไทย จะต้องเผชิญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด” พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอิสราเอล (Israel) ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานชาวไทยเข้าไปทำงานอยู่นักกว่า 60,000 คน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/645356-thailand-israel-deportation-meeting/