จีนส่งสัญญาณเตือนทรัมป์ห้ามแตะบริษัทจีนในอิหร่าน
จีนส่งสัญญาณเตือน 'ทรัมป์' ห้ามแตะบริษัทจีนในอิหร่าน ขู่ตอบโต้ทุกมาตรการหากคว่ำบาตรอิหร่านลามถึงจีน
31-8-2026
Geopolitics in The Picture รายงานว่า จีนเตือนสหรัฐฯ ว่าปักกิ่งอาจใช้มาตรการตอบโต้ หากมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต่ออิหร่าน ขยายผลไปกระทบต่อบริษัทและผลประโยชน์ของจีน โดยย้ำว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับอิหร่านดำเนินอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ควรถูกแทรกแซงหรือบ่อนทำลาย
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังแสวงหาแนวทางในการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อประเทศอิหร่าน (Iran) อย่างหนัก ทว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) ได้ส่งสัญญาณเตือนโดยตรงว่า จะไม่ยินยอมให้บริษัทของประเทศจีน (China) ถูกแตะต้องหรือได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว
หนังสือพิมพ์ Financial Times ได้รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลว่า ประเทศจีน (China) ได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการไปยังรัฐบาลกรุงวอชิงตัน (Washington) ว่า หากมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ต่อรัฐบาลกรุงเตหะราน (Tehran) ถูกขยายขอบเขตจนส่งผลกระทบต่อบริษัทของประเทศจีน (China) ทางการจีนจะ "ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด" (take all necessary measures) เพื่อตอบโต้
ถ้อยแถลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางการทูตทั่วไป เนื่องจากประเทศจีน (China) จัดซื้อน้ำมันดิบจากประเทศอิหร่าน (Iran) ในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 90% ของยอดการส่งออกทั้งหมด ดังนั้น เมื่อรัฐบาลกรุงวอชิงตัน (Washington) กล่าวถึงมาตรการ "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" (economic D-Day) และการตัดขาดทุกช่องทางการเงิน จึงถือเป็นการพุ่งเป้าโดยตรงไปยังลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ของประเทศอิหร่าน (Iran)
จนถึงขณะนี้ ฝ่ายประเทศสหรัฐฯ (US) ได้บังคับใช้มาตรการลงโทษเจาะจงเฉพาะบริษัทขนาดเล็กในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong) บริษัทบนแผ่นดินใหญ่ เรือขนส่ง และตัวกลางทางการค้า โดยยังคงละเว้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของประเทศจีน (China) ไว้ ซึ่งคาดว่าเกิดจากความระมัดระวังต่อกำหนดการประชุมสุดยอด (Summit) ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน (China)
ถึงกระนั้น รัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) ก็ได้ตอบโต้อย่างดุเดือด โดย นายหลิน เจี้ยน (Lin Jian) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ออกมาประณามมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นการดำเนินมาตรการฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจีน (China) และประเทศอิหร่าน (Iran) ดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และ "ไม่ควรถือเป็นเรื่องที่ต้องถูกขัดขวาง"
ทางด้านประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ออกมาแสดงความยินดีต่อท่าทีดังกล่าวในทันที โดยผู้แทนพิเศษฝ่ายกิจการจีนของประเทศอิหร่าน (Iran) ระบุว่า ความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างสองประเทศนั้น "ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากใคร" ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประเทศรัสเซีย (Russia) ได้เคยปฏิเสธและส่งสัญญาณเตือนในลักษณะเดียวกันนี้ไปยังประเทศสหรัฐฯ (US) ก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังขยายวงกว้างเกินกว่าประเด็นของประเทศอิหร่าน (Iran) โดยกลายเป็นบททดสอบว่าประเทศสหรัฐฯ (US) จะสามารถลงโทษประเทศที่สามโดยไม่เผชิญกับการตอบโต้จากประเทศจีน (China) ได้หรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) ถือครองแร่ธาตุสำคัญในคลังสำรอง มาตรการกำแพงภาษีตอบโต้ ตลอดจนกฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรของตนเอง ซึ่งในอดีตเคยส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศสหรัฐฯ (US) เผชิญภาวะชะลอตัวลงมาแล้ว
ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการกดดันขั้นสูงสุด (Maximum pressure) ฝ่ายประเทศจีน (China) ก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้ใครมาบีบบังคับว่าตนสามารถทำการค้ากับใครได้ ซึ่งส่งผลให้การประชุมสุดยอดที่ถูกคาดหมายว่าจะช่วยผ่อนคลายความสัมพันธ์ อาจแปรสภาพกลายเป็นศึกการต่อรองและชิงเปรียบทางยุทธศาสตร์ระลอกใหม่ในทันที
อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล: สำนักข่าว Financial Times ฉบับวันที่ 25 สิงหาคม 2026 — China warns US it could retaliate over Iran sanctions (รายงานโดย นายโจ ลีฮี (Joe Leahy) ณ กรุงปักกิ่ง)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/geogeolite/status/2093650967816257592?s=20