วิกฤต 'ฮอร์มุซ' เขย่าอาเซียน
วิกฤต 'ฮอร์มุซ' เขย่าอาเซียน: อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์เจ็บไร้คลังสำรอง ขณะ 'ลาว' รอดวิกฤตด้วยสายสัมพันธ์พลังงานกับไทย ท่ามกลางวงล้อมจีน
3-8-2026
Asia Times รายงานว่า วิกฤตการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดสภาวะช็อกด้านราคาน้ำมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น หากแต่ยังกลายเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและภาพสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) อย่างลึกซึ้ง
แม้ในเบื้องต้น ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) จะถูกมองว่าเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากกรณีที่ค่าเงินรูเปียห์ (rupiah) ดิ่งลงอย่างหนักจนเกิดกระแสข่าวเปรียบเทียบกับ "วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง" (tom yum kung crisis) เมื่อปี 1997 หลังภาระการนำเข้าน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์และสูบเงินดอลลาร์ออกจากระบบ อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่าสภาวะดังกล่าวเป็นเพียงการปรับตัวของดุลการชำระเงินที่ยังบริหารจัดการได้ เนื่องจากหนี้สินดอลลาร์ภาคเอกชนในปัจจุบันมีระดับต่ำกว่าในอดีตมาก
ในทางกลับกัน ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของอาเซียน (ASEAN) กลับกลายเป็นเหยื่อที่แท้จริงของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ เนื่องจากปัญหาการพึ่งพาน้ำมันดิบจากอ่าวอาหรับอย่างเกือบสมบูรณ์แบบ โดยไม่มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ของตนเอง และขาดแคลนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้ประธานาธิบดีต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ (คำสั่งฝ่ายบริหารที่ 110 หรือ EO 110) เป็นเวลาหนึ่งปีในช่วงปลายเดือนมีนาคม พร้อมออกมาตรการปราบปรามการกักตุนสินค้า ขณะที่คนขับรถจีปนีย์ (jeepney) ต้องหยุดงานประท้วงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนพุ่งสูงกว่าประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ประเทศเวียดนาม (Vietnam) และประเทศไทย (Thailand) ถึงสองเท่า
ขณะที่ ประเทศลาว (Laos) ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และถูกมองว่าน่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดเนื่องจากไม่มีกำลังการผลิตน้ำมันภายในประเทศ จนส่งผลให้ปั๊มน้ำมันหลายร้อยแห่งต้องปิดตัวลง ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งเกินร้อยละ 100 และต้องลดวันเรียนลงก่อนเทศกาลปีใหม่ลาว (pi mai Lao) กลับสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้รับการสนับสนุนน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศไทย (Thailand) ตลอดช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน แม้ว่าประเทศไทย (Thailand) จะได้รับผลกระทบจากการลดลงของอุปทานน้ำมันดิบถึงร้อยละ 50 ก็ตาม ความช่วยเหลือดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงจัดหาพลังงานข้ามพรมแดนร่วมกับรัฐวิสาหกิจพลังงานของประเทศไทย (Thailand) ในเดือนมิถุนายน และทำให้นครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane) สามารถกลับมาจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิงในอัตราปกติได้อีกครั้ง
รายงานระบุว่า สายสัมพันธ์ดังกล่าวดำเนินไปในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน เนื่องจากประเทศไทย (Thailand) จำเป็นต้องนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำจากเขื่อนในประเทศลาว (Laos) เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานของตนเอง นอกจากนี้ ประเทศลาว (Laos) ยังเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับภูมิภาค และอยู่ระหว่างการสำรวจช่องทางการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมจากประเทศรัสเซีย (Russia) ผ่านท่าเรือของประเทศเวียดนาม (Vietnam) เพิ่มเติมอีกด้วย
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ด้านพลังงานดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน โดยมีความเกี่ยวโยงกับความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทย (Thailand) และประเทศกัมพูชา (Cambodia) ซึ่งในการประชุมที่นครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) ในช่วงฤดูร้อนนี้ นายกรัฐมนตรีประเทศไทย (Thailand) ได้หารือกับประธานาธิบดีของประเทศจีน (China) เกี่ยวกับความมั่นคงชายแดน หลังจากประเทศไทย (Thailand) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการส่งมอบรถถังของประเทศจีน (China) ให้แก่ประเทศกัมพูชา (Cambodia) แม้ว่าทางการกรุงปักกิ่ง (Beijing) จะชี้แจงว่าเป็นข้อตกลงพาณิชย์ที่มีขึ้นล่วงหน้าก็ตาม ขณะที่ประเทศไทย (Thailand) เองก็ได้จัดซื้อยุทโธปกรณ์จากประเทศจีน (China) ทั้งรถถัง ขีปนาวุธ เรือรบ และโครงการเรือดำน้ำ เพื่อสร้างดุลอำนาจในพื้นที่พิพาทเช่นกัน โดยประเทศจีน (China) ได้ใช้ยุทธศาสตร์การสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่ทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องปรามการเกิดความขัดแย้งรุนแรง พร้อมเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง
บทเรียนสำคัญจากวิกฤตการณ์ฮอร์มุซ (Hormuz) แสดงให้เห็นว่า ประเทศอย่างประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) สามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้ด้วยปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอ ขณะที่ประเทศลาว (Laos) รอดพ้นด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์และพันธกรณีแลกเปลี่ยนกับประเทศเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามกับประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ที่ขาดแคลนทั้งคลังสำรองและเครือข่ายความช่วยเหลือ ทำให้กรุงมะนิลา (Manila) ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าตามกลไกราคาตลาดในระยะยาว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/08/asean-winners-and-losers-in-the-era-of-the-hormuz-crisis/