มาเลเซียลองของตะวันตก? เล็งนำเข้าน้ำมันรัสเซีย
มาเลเซียลองของตะวันตก? เล็งนำเข้าน้ำมันรัสเซีย รับมือวิกฤตพลังงาน ท่ามกลางแรงกดดันคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก
12-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า มาเลเซียกำลังเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบใหม่เพื่อรับมือความผันผวนของอุปทานจากตะวันออกกลาง ขณะที่การพิจารณานำเข้าน้ำมันจากรัสเซียอาจสร้างแรงกดดันจากชาติตะวันตก และท้าทายนโยบายการต่างประเทศ “เป็นมิตรกับทุกฝ่าย” ของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim)
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การแสวงหาแหล่งน้ำมันดิบทดแทนของมาเลเซีย (Malaysia) กำลังทดสอบนโยบายต่างประเทศแบบ "เป็นมิตรกับทุกฝ่าย" (Friends with all) ของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) หลังประเทศอาจต้องจัดซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย (Russia) ฝ่ามาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก เพื่อรับมือภาวะอุปทานหยุดชะงักจากวิกฤตตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหลังประเทศอิหร่าน (Iran) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในวันที่ 103 ของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (US-Israel) กับอิหร่าน ขณะที่ววชิงตันส่งสัญญาณต้องการยุติข้อยกเว้นคว่ำบาตรต่อน้ำมันรัสเซีย "โดยเร็วที่สุด" ด้านนายอัคมัล นัสรูลเลาะห์ โมฮัมหมัด นาซีร์ (Akmal Nasrullah Mohd Nasir) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังมองหาแหล่งน้ำมันใหม่รวมถึงรัสเซียและตุรกี (Turkey) ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ โดยมอบหมายให้บริษัทปิโตรนาส (Petronas) เร่งประเมินความพร้อมของโรงกลั่นในประเทศว่าจะสามารถแปรรูปน้ำมันดิบที่มีคุณลักษณะเฉพาะจากแหล่งเหล่านี้ได้หรือไม่
ทั้งนี้ นายอัคมัล (Akmal) ยืนยันว่ามาเลเซียมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม และปฏิเสธข่าวลือเรื่องการขาดแคลน โดยระบุว่ารัฐบาลหลีกเลี่ยงการผูกมัดในข้อตกลงระยะยาวท่ามกลางตลาดที่ผันผวน และจะรายงานความคืบหน้าด้านความมั่นคงพลังงานอีกครั้งสิ้นเดือนมิถุนายน
ความจริงอันโหดร้ายของสถานการณ์น้ำมันดิบ
ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกยังคงเป็นศูนย์กลางวิกฤต แม้มาเลเซียจะพึ่งพาเส้นทางนี้ราว 40% ของการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งน้อยกว่าประเทศอื่นในอาเซียน (ASEAN) ที่ต้องพึ่งพาสูงถึง 90% ตามการเปิดเผยของตวนกู มูฮัมหมัด เทาฟิก ตวนกู อาซิส (Tengku Muhammad Taufik Tengku Aziz) ประธานและซีอีโอของปิโตรนาส (Petronas) แต่เนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบในประเทศลดลงจาก 700,000 บาร์เรลต่อวันในอดีต เหลือเพียง 350,000 บาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน ขณะที่โรงกลั่นของปิโตรนาสต้องการน้ำมันถึง 700,000 บาร์เรลต่อวันเพื่อตอบสนองดีมานด์ในประเทศ มาเลเซียจึงเผชิญความกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 94.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในตลาดสิงคโปร์ จากเดิม 73 ดอลลาร์สหรัฐก่อนวิกฤต หลังอิหร่านขู่โจมตีเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบ แม้กองทัพสหรัฐฯ จะยืนยันว่าเรือพาณิชย์ยังสัญจรได้และปฏิเสธข่าวเรือรบถูกโจมตีก็ตาม สถานการณ์นี้ทำให้จุดยืนของวอชิงตันต่อน้ำมันรัสเซียตึงเครียดขึ้น โดยนายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงต่อวุฒิสภาว่าต้องการยุติข้อยกเว้นคว่ำบาตรชั่วคราวโดยเร็วที่สุด ตามรายงานของสำนักข่าวชิปปิ้ง เทเลกราฟ (Shipping Telegraph)
นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของสหรัฐฯ จะทำให้แผนการซื้อน้ำมันรัสเซียของเอเชียรวมถึงมาเลเซียมีความซับซ้อนและกลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 4 ปีนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน (Ukraine) ก็ตาม มาเลเซียจึงต้องมองหาทางเลือกอื่น เช่น น้ำมันจากแอฟริกา (Africa) หรือตุรกี ซึ่งสอดคล้องกับความร่วมมือทวิภาคีด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
นายอัสรุล ฮาดิ อับดุลเลาะห์ ซานิ (Asrul Hadi Abdullah Sani) รองประธานร่วมจาก ดิ เอเชีย กรุ๊ป (The Asia Group) ระบุว่านี่คือกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical hedging) ที่มาเลเซียใช้สร้างสมดุลระหว่างขั้วอำนาจสหรัฐฯ-ยุโรป กับจีน (China) และรัสเซียมาตลอด แต่ปัจจุบันประเด็นความมั่นคงพลังงานกำลังดันให้การทูตนี้เข้าไปสู่เขตอันตรายทางการเมืองและการตรวจสอบเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มงวด นโยบาย "เป็นมิตรกับทุกฝ่าย" เริ่มมีราคาที่ต้องจ่ายสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรีอันวาร์ยังต้องคำนวณหน้าตักการเมืองในประเทศ ทั้งการปฏิรูปการคลัง การเลือกตั้งระดับรัฐ และภาระอุ้มชูค่าแก๊ส-น้ำมัน ซึ่งนายอัสรุล (Asrul) นิยามว่า "ลัทธิปฏิบัตินิยมที่มีเส้นตายกำกับ"
การกลับมาของรัสเซีย
นางสาวจูเลีย ร็อกนิฟาร์ด (Julia Roknifard) จากมหาวิทยาลัยเทย์เลอร์ส (Taylor’s University) ชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นตลาดใหม่ที่สำคัญของรัสเซียหลังสูญเสียลูกค้ายุโรป โดยอาเซียน (ASEAN) ถือเป็นฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากไม่มีข้อพิพาทด้านความมั่นคงระหว่างกัน รัสเซียจึงใช้จังหวะวิกฤตฮอร์มุซนี้เสนอขายทั้งพลังงานและสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสาลีและธัญพืช เพื่อดึงอาเซียนเป็นพันธมิตรขั้วที่สาม
อย่างไรก็ดี ด้านมืดของธุรกิจพลังงานรัสเซียได้ลามเข้าสู่น่านน้ำมาเลเซียแล้ว หลังพบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำถูกจับกุมนอกชายฝั่งปีนัง (Penang) ฐานลักลอบขนถ่ายดีเซลเถื่อน 700,000 ลิตรเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่สำนักข่าว ดิส วีค อิน เอเชีย (This Week in Asia) รายงานว่า รัฐบาลเอเชียหลายประเทศจำต้องหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้ "กองทัพเงา" (Dark fleet) ขนส่งน้ำมันรัสเซียผ่านเพื่อพยุงดีมานด์ในประเทศ
นางสาวโจแอน ลิน เวย์ลิง (Joanne Lin Weiling) จากสถาบันไอซีเอส-ยูซอฟ อิสฮัก (ISEAS – Yusof Ishak Institute) สรุปว่า แม้รัฐบาลอาเซียนจะพยายามลดโทนเรื่องนี้ให้เป็นเพียง "การตัดสินใจเชิงพาณิชย์และเทคนิค" เพื่อคุมราคาพลังงาน แต่บริษัทที่ซื้อน้ำมันรัสเซียจะเผชิญการตรวจสอบอย่างหนักจากสถาบันการเงินและบริษัทประกันภัย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมาก น้ำมันรัสเซียจึงเป็นได้เพียงเบาะรองรับวิกฤตชั่วคราว ไม่ใช่ทางออกระยะยาวของความมั่นคงทางพลังงาน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/jqzuv?utm_source=copy-link&utm_campaign=3356775&utm_medium=share_widget