.
ทำไมประเทศกลุ่ม BRICS แห่กว้านซื้อทองคำ ทุบสถิติ? หนีดอลลาร์–กันคว่ำบาตร–รับมือหนี้สหรัฐฯ
11-5-2026
IDN Financials รายงานว่า ปรากฏการณ์กลุ่มประเทศ BRICS เร่งสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำลังส่งสัญญาณสำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลัก 3 ประการ ได้แก่ การลดความพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarisation), การปกป้องทุนสำรองจากมาตรการคว่ำบาตร และการป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้สาธารณะที่รุนแรงขึ้นในชาติตะวันตก
ตามรายงานของเว็บไซต์ GoldSilver com เมื่อวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2026 ระบุว่าเหตุการณ์อายัดเงินสำรองของประเทศรัสเซีย (Russia) มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ในชาติตะวันตกเมื่อปี 2022 ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้นักยุทธศาสตร์การเงินตระหนักว่า ทุนสำรองในรูปดอลลาร์อาจอันตรธานหายไปได้เพียงชั่วข้ามคืน ต่างจากทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงในลักษณะดังกล่าว โดยในเดือนเมษายน 2026 ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 4,850 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 40% ในรอบ 12 เดือน ทว่ากลุ่ม BRICS ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำในอัตราที่รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
อิทธิพลของ BRICS+ และตัวเลขทองคำในมือ
กลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ทรงอิทธิพล ได้ยกระดับการสร้างทุนสำรองทองคำให้เป็นลำดับความสำคัญสูงสุดเชิงนโยบาย ปัจจุบันสมาชิกอย่างเป็นทางการ 10 ประเทศ ประกอบด้วยสมาชิกดั้งเดิมอย่าง บราซิล (Brazil), รัสเซีย (Russia), อินเดีย (India), จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa) ร่วมด้วย อียิปต์ (Egypt), เอธิโอเปีย (Ethiopia), อิหร่าน (Iran), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่เข้าสมาขิกเมื่อมกราคม 2024 และอินโดนีเซีย (Indonesia) ที่เข้าร่วมล่าสุดในเดือนมกราคม 2025
ปัจจุบันกลุ่มนี้มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันคิดเป็น 40% ของ GDP โลก (เมื่อวัดด้วย PPP) และมีประชากรเกือบครึ่งโลก ทุนสำรองทองคำรวมของกลุ่ม BRICS+ ในขณะนี้พุ่งเกิน 6,000 ตัน โดยมีรัสเซียเป็นผู้นำที่ 2,336 ตัน ตามด้วยจีน 2,298 ตัน และอินเดีย 880 ตัน ขณะที่บราซิลได้กลับเข้าสู่ตลาดซื้อทองคำอีกครั้งในเดือนกันยายน 2025 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ข้อมูลระบุว่า ระหว่างปี 2020 ถึง 2024 ธนาคารกลางของกลุ่ม BRICS+ มียอดซื้อทองคำคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของยอดซื้อโดยธนาคารกลางทั่วโลก ทำให้สัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศของกลุ่มเพิ่มขึ้นจาก 11.2% ในปี 2019 มาเป็น 17.4% ในปัจจุบัน
4 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการสะสมทองคำ
การลดความพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarisation): สัดส่วนของเงินดอลลาร์ในทุนสำรองโลกลดลงจาก 71% ในปี 1999 เหลือเพียง 57% ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1994 โดยกลุ่ม BRICS ไม่ได้เปลี่ยนไปใช้ยูโรหรือหยวนเป็นหลัก แต่เลือก "ทองคำ" ซึ่งเป็นสินทรัพย์สำรองเพียงชนิดเดียวที่ไม่มีผู้ออก (No issuer) ไม่มีคู่สัญญา และไม่อยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองของประเทศใด
การป้องกันมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions-proofing): สินทรัพย์ดอลลาร์ที่ถือครองในต่างแดนสามารถถูกอายัดได้ แต่ทองคำที่เก็บไว้ในประเทศไม่สามารถทำได้ บทเรียนจากปี 2022 ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารทุนสำรอง
การป้องกันความเสี่ยงจากหนี้สหรัฐฯ: หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งเกิน 39 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2026 โดยมีการขาดดุลงบประมาณรายปีสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ผู้จัดการกองทุนสำรองจึงหันไปหาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่รัฐบาลไม่สามารถพิมพ์เพิ่มเองได้
การสร้างระบบการเงินใหม่: เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2025 นักวิจัยจากสถาบัน IRIAS ได้เปิดตัวโครงการนำร่อง "Unit" ซึ่งเป็นเครื่องมือชำระเงินดิจิทัลที่มีทองคำหนุนหลัง 40% และตะกร้าเงินสกุล BRICS 60% แม้จะเป็นเพียงโครงการวิจัยแต่ก็แสดงถึงทิศทางที่ชัดเจนในการใช้ทองคำเป็นรากฐานของระบบการเงินคู่ขนาน
จุดเปลี่ยนสำคัญหลังปี 2022
นายอันตอน ซิลูอานอฟ (Anton Siluanov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัสเซีย ยืนยันว่ามาตรการคว่ำบาตรทำให้เงินสำรองราว 3 แสนล้านดอลลาร์จากทั้งหมด 6.43 แสนล้านดอลลาร์ไม่สามารถเข้าถึงได้เกือบจะทันที ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกสรุปบทเรียนร่วมกันว่า "ทุนสำรองที่คุณเข้าถึงไม่ได้ ไม่ใช่ทุนสำรองที่แท้จริง" ยอดซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจึงพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากเฉลี่ยปีละ 500 ตัน เป็นมากกว่า 1,000 ตันต่อปีนับจากนั้น
สถานะของดอลลาร์และการปรับตัวของนักลงทุน
แม้ดอลลาร์จะยังไม่พังทลายและยังคงเป็นสกุลเงินสำรองหลัก แต่ทิศทางการเสื่อมถอยนั้นชัดเจน จากการสำรวจของสภาทองคำโลก (World Gold Council) ในปี 2025 พบว่า 73% ของผู้บริหารธนาคารกลางคาดว่าสัดส่วนของดอลลาร์จะลดลงอีกใน 5 ปีข้างหน้า
ในมุมมองของนักลงทุนรายย่อย แรงขับเคลื่อนที่ทำให้ BRICS ซื้อทองคำนั้นเป็นแรงเดียวกับที่กัดกร่อนอำนาจซื้อของประชาชน นั่นคือการใช้จ่ายงบประมาณขาดดุล การทำให้ค่าเงินเจือจาง และความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์เพียงไม่กี่ชนิดที่รัฐบาลต่างชาติไม่สามารถยึดครองได้ และไม่สามารถถูกทำให้ด้อยค่าผ่านนโยบายการพิมพ์เงิน
บทสรุปที่ชัดเจนคือ เมื่อระบบที่อิงกับดอลลาร์ถูกเปลี่ยนให้เป็นอาวุธ (Weaponised) ธนาคารกลางนอกกลุ่มพันธมิตรตะวันตกจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหันไปหาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ให้ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงและปราศจากความเสี่ยงทางการเมือง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://infobrics.org/en/post/94808/