EU ปรับ Google ฐานละเมิดกฎแข่งขันทางดิจิทัล
EU ปรับ Google 890 ล้านยูโร ฐานละเมิดกฎแข่งขันทางดิจิทัล เอื้อบริการค้นหา-Play Store หากไม่แก้ไขเสี่ยงโดนลงโทษเพิ่ม
24-7-2026
DW รายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) สั่งปรับ Google บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐฯ เป็นเงิน 890 ล้านยูโร หรือราว 1.015 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฐานละเมิดกฎระเบียบดิจิทัลของ EU
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท กูเกิล (Google) ได้ให้สิทธิประโยชน์และการลำดับความสำคัญแก่ระบบค้นหาข้อมูล (Search Engine) ที่แพร่หลายของตนเอง รวมถึงร้านค้าแอปพลิเคชัน Play app store ในลักษณะที่เป็นการทำลายการแข่งขันทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เน้นย้ำว่า บริษัท กูเกิล (Google) อาจต้องเผชิญกับมาตรการปรับเงินเพิ่มเติม หากยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
รายละเอียดท่าทีและคำแถลงของสหภาพยุโรป (EU) ต่อการสั่งปรับเงิน
เฮนนา เวอร์คคุเนน (Henna Virkkunen) กรรมาธิการด้านดิจิทัลแห่งสหภาพยุโรป (Digital Commissioner) กล่าวว่า "เราพบว่า Google ทำลายโอกาสดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการรายอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน อาทิ บริการด้านการช็อปปิ้งหรือการกีฬา โดยไม่มอบระดับความโดดเด่นในการแสดงผลบนระบบ Google Search ในระดับที่เท่าเทียมกัน"
พร้อมกันนี้ เฮนนา เวอร์คคุเนน (Henna Virkkunen) ยังระบุเพิ่มเติมว่า "นอกจากนี้ เรายังพบอีกว่า Google ได้จำกัดไม่ให้นักพัฒนาแอปพลิเคชันเสนอข้อเสนอราคาสินค้าและบริการที่ถูกกว่าแก่ผู้บริโภคภายในร้านค้าแอปพลิเคชัน Google Play app store"
ทางด้าน เทเรซา ริเบรา (Teresa Ribera) กรรมาธิการด้านการแข่งขันทางการค้าแห่งสหภาพยุโรป (Competition Commissioner) กล่าวเน้นย้ำว่า "ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดควรได้รับความสำเร็จจากความเหนือกว่าของตัวผลิตภัณฑ์เอง ไม่ใช่เพราะผลิตภัณฑ์นั้นมีเจ้าของเป็นบริษัทที่บริหารจัดการระบบ Search Engine และผู้บริโภคในยุโรปสมควรได้รับสิทธิในการรับแจ้งข้อมูลจากนักพัฒนาแอปพลิเคชันว่า สามารถสมัครใช้งานข้อเสนอที่ดีที่สุดได้จากช่องทางใด แม้ว่าเจ้าของร้านค้าแอปพลิเคชันจะไม่ได้รับส่วนแบ่งจากรายการนั้นก็ตาม"
นอกจากนี้ สหภาพยุโรป (EU) ได้จัดประเภทให้บริษัท กูเกิล (Google) และบริษัทแม่อย่าง อัลฟาเบต (Alphabet) มีสถานะเป็น "ผู้ดูแลประตูเชื่อมต่อระบบดิจิทัล" (Gatekeeper) ร่วมกับบริษัทชั้นนำอื่นๆ จากประเทศสหรัฐฯ (US) ได้แก่ อเมซอน (Amazon), แอปเปิล (Apple), เมทา (Meta) และ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) รวมถึงบริษัท ไบต์แดนซ์ (ByteDance) จากประเทศจีน (China) โดยระบุว่าบริษัทเหล่านี้เป็นผู้กุมอำนาจในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภค
ท่าทีตอบโต้จากผู้บริหารระดับสูงของ กูเกิล (Google)
ขณะเดียวกัน เคนต์ วอล์กเกอร์ (Kent Walker) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท กูเกิล (Google) ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งปรับเงินดังกล่าว โดยอธิบายว่าเป็น "การทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ลดลง ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้ร้องเรียนกลุ่มเล็กๆ ที่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง"
เคนต์ วอล์กเกอร์ (Kent Walker) กล่าวเสริมว่า บทลงโทษนี้จะ "พรากฟีเจอร์การค้นหาแบบเรียลไทม์ที่ชาวยุโรปชื่นชอบออกไป เช่น การแสดงราคาแบบทันทีและการตรวจสอบสถานะว่างโดยตรงสำหรับโรงแรม สายการบิน และร้านอาหาร รวมทั้งเป็นการรื้อถอนระบบมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยบน Google Play"
นโยบายของสหภาพยุโรป (EU) ต่อกลุ่มบริษัท Big Tech และการแข่งขันทางการค้า
สหภาพยุโรป (EU) ได้เดินหน้าใช้มาตรการควบคุมและลดอำนาจของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับการครองส่วนแบ่งทางการตลาดขนาดใหญ่ของบริษัทรายใหญ่จากประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศจีน (China)
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เคยสั่งปรับเงินบริษัท กูเกิล (Google) เป็นมูลค่าสูงถึง 4.3 พันล้านยูโรมาแล้วในปี 2018 จากข้อหาใช้อำนาจเหนือตลาดของระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ (Android) ในทางมิชอบ โดยบังคับให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือต้องติดตั้งระบบ Google Search และเว็บบราวเซอร์ Google Chrome ไว้ล่วงหน้า ซึ่งทางบริษัท กูเกิล (Google) ได้แพ้คดีในการยื่นอุทธรณ์บทลงโทษปรับดังกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ สหภาพยุโรป (EU) ยังได้สั่งปรับเงินบริษัทเทคโนโลยีภายใต้กฎระเบียบด้านความปลอดภัย โดยบริษัทค้าปลีกจากประเทศจีน (China) อย่าง อาลีเอ็กซ์เพรส (AliExpress) ถูกสั่งปรับเงินจำนวน 550 ล้านยูโรเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ตรวจพบข้อบกพร่องในความพยายามของบริษัทเพื่อยับยั้งสินค้าที่ผิดกฎหมาย สินค้าที่ไม่ปลอดภัย และสินค้าปลอมแปลง
กระทั่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาระบุคำขู่ที่จะสั่งปรับเงินบริษัท เมทา (Meta) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการโซเชียลมีเดียด้วยมูลค่ามหาศาล เว้นเสียแต่ว่าทางบริษัทจะทำการปรับเปลี่ยน "การออกแบบที่สร้างพฤติกรรมเสพติด" (Addictive design) ที่ใช้อยู่บนแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊ก (Facebook) และ อินสตาแกรม (Instagram)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://p.dw.com/p/5Hcuo