จีนจับมือ 29 ชาติ ตั้ง WAICO แต่ไร้อินเดียร่วม
จีนจับมือ 29 ชาติ ตั้ง WAICO เวทีกำกับความมั่นคง–เทคโนโลยี AI โลก แต่ไร้อินเดียร่วมลงนามข้อตกลง
21-7-2026
สำนักข่าว TASS รายงานว่า การประชุม World AI Conference 2026 (WAIC 2026) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 กรกฎาคม ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ปิดฉากลงในวันที่ 20 กรกฎาคม พร้อมตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก
เป็นครั้งแรกที่การประชุม WAIC มีผู้นำจีน สี จิ้นผิง (Xi Jinping) เข้าร่วมงานควบคู่กับผู้นำต่างประเทศ อาทิ ประธานาธิบดีคาซัคสถาน คาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ (Kassym-Jomart Tokayev) สะท้อนน้ำหนักทางการเมืองของเวที AI ที่จีนกำลังผลักดันขึ้นมา
การประชุม WAIC 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับเกียรติจากผู้นำสูงสุดของจีน นายสี จิ้นผิง (Xi Jinping) และบรรดาผู้นำจากต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมถึงประธานาธิบดีแห่งประเทศคาซัคสถาน นายคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ (Kassym-Jomart Tokayev) ทั้งนี้ ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของการประชุมได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อคณะผู้แทนจาก 29 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศรัสเซีย (Russia) ได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงจัดตั้ง "องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก" (World Artificial Intelligence Cooperation Organization หรือ WAICO) โดยองค์กรใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ "ส่งเสริมกลไกความร่วมมือที่ยุติธรรมระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถทางดิจิทัล ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันของตนเอง" ขณะเดียวกัน ทางองค์กรระบุว่าจะกำหนดให้องค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นเวทีหลักในการดำเนินบทสนทนาและอภิปรายระดับโลกเกี่ยวกับประเด็นด้าน AI
ทางด้าน นายเซอเกย์ ซิพลาคอฟ (Sergey Tsyplakov) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย HSE University เปิดเผยต่อสำนักข่าว Vedomosti ว่า ประเทศจีน (China) ยืนกรานอย่างหนักแน่นมาโดยตลอดว่า "ความมั่นคง" คือเงื่อนไขและหลักการพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อความก้าวหน้าและการพัฒนา อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริง จีนได้จัดลำดับความสำคัญของความมั่นคงไว้เหนือสิ่งอื่นใดในทุกๆ พื้นที่และทุกๆ ด้านตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อาทิ ประเทศสหรัฐฯ (US) ทว่าแม้ว่าจีนมีแนวโน้มที่จะส่งออกโมเดล AI ของตนเองไปยังกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดที่ตนเองเป็นผู้กำหนด แต่เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่จากประเทศอินเดีย (India) รายใดที่ยอมลงนามในข้อตกลงเพื่อจัดตั้งองค์กรใหม่นี้แต่อย่างใด
ด้าน นางแอนนา ซิตนิก (Anna Sytnik) ผู้เชี่ยวชาญจากสภาผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศบริกส์และรัสเซีย (BRICS-Russia Expert Council) ได้ชี้แจงและอธิบายต่อสำนักข่าว Vedomosti ว่า โครงสร้างการพัฒนา AI ในประเทศจีน (China) นั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน เธอตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การที่นักวิจัยชาวจีนครองตำแหน่งผู้นำในแง่ของปริมาณการตีพิมพ์บทความทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้หรือเครื่องพิสูจน์ว่าจีนมีขีดความสามารถที่เหนือกว่าประเทศสหรัฐฯ (US) อย่างแท้จริง โดยเธอเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า "คุณภาพของบทความวิจัยเหล่านั้นต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญมากกว่ามาก"
สำหรับประเด็นความกังวลเกี่ยวกับท่าทีและบทบาทที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของจีนในอุตสาหกรรม AI ว่าจะส่งผลกระทบหรือครอบงำอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological sovereignty) ของประเทศรัสเซีย (Russia) หรือไม่นั้น นักวิเคราะห์ชี้ว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้สร้างความแตกต่างใด ๆ ให้แก่รัฐบาลมอสโก (Moscow) โดย นางแอนนา ซิตนิก (Anna Sytnik) ระบุว่า รัสเซียยังคงดำเนินความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับบริษัทเทคโนโลยีของจีน ทว่า "รัฐบาลรัสเซียตระหนักดีถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาระบบนิเวศทางเทคโนโลยี (Ecosystem) เพียงระบบเดียว ดังนั้น รัสเซียจึงได้พัฒนาโมเดลที่เป็นอธิปไตยทางเทคโนโลยีของตนเองมาตั้งแต่เริ่มต้น และจะไม่มีฝ่ายใดละทิ้งโมเดลที่พัฒนาขึ้นเองเหล่านั้นอย่างแน่นอน"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.vedomosti.ru/politics/articles/2026/07/19/1214828-kitai-podaet-miru