.
กำแพงภาษีทรัมป์รอบใหม่ถล่มเอเชีย ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่สั่นคลอนจากวิกฤตค่าเงิน–น้ำมันแพง–เงินเฟ้อพุ่งทั้งภูมิภาค
6-6-2026
Asia Times รายงานว่า ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ค่าเงินเอเชียดิ่ง และแรงกดดันเงินเฟ้อที่กัดกินการเติบโต เศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบางอยู่แล้วต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) นำมาตรการภาษีนำเข้ากลับมาใช้อีกครั้งในรูปแบบใหม่
มาตรการกำแพงภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐอเมริกา หวนกลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ ซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจเอเชียที่กำลังเปราะบางอย่างหนักจากวิกฤตพลังงานและค่าเงิน
แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเคยคว่ำมาตรการจัดเก็บภาษีฉุกเฉิน "ภาษีวันประกาศอิสรภาพ" (Liberation Day tariffs) ไปแล้ว ทว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังคงเดินหน้าบังคับใช้ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอย่างน้อย 10% ต่อประเทศคู่ค้า 60 ประเทศ ครอบคลุมผู้เล่นหลักอย่างจีน (China), อินเดีย (India), ญี่ปุ่น (Japan), เกาหลีใต้ (South Korea), ไต้หวัน (Taiwan) และสหภาพยุโรป (EU) ทั้งหมด โดยทีมการค้าสหรัฐฯ อ้างเหตุผลเรื่องการลงโทษกลุ่มประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ (forced labor) ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือมณฑลซินเจียงของจีน
ห้วงเวลานี้สร้างความเสียหายต่อเอเชียอย่างรุนแรง เนื่องจากสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ฉุดรั้งให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงเฉียด 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต้นทุนปุ๋ยเคมีพุ่ง และเกิดเงินเฟ้อกัดเซาะกำลังซื้อ นิก มาร์โร (Nick Marro) นักวิเคราะห์จากสถาบัน Economist Intelligence Unit (EIU) ชี้ว่า ทรัมป์กำลังนำกำแพงภาษีมาบังคับใช้ผ่านช่องทางกฎหมายใหม่อย่างมาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เพื่อผลักดันนโยบาย "ดึงฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ" (reindustrializing) ให้ชนะนโยบายคุมราคาสินค้าเพื่อผู้บริโภคในประเทศ
เฮนริเอตตา เทรย์ซ (Henrietta Treyz) นักเศรษฐศาสตร์จาก Veda Partners เตือนนักลงทุนให้รับมือความผันผวนจากมาตรการนี้ ขณะที่ จอห์น เดนตัน (John Denton) เลขาธิการหอการค้านานาชาติ (ICC) ระบุว่า การใช้กรอบการตรวจสอบชุดเดียวกับ 60 ประเทศ จะสร้างความไม่แน่นอนอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
วิกฤตค่าเงินและมาตรการแทรกแซงในภูมิภาค
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีประเทศอิหร่าน (Iran) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าและเงินเฟ้อที่พุ่งสูงได้กดดันให้ค่าเงินเยนญี่ปุ่น รูเปียห์อินโดนีเซีย รูปีอินเดีย และเปโซฟิลิปปินส์ ดิ่งลงอย่างรุนแรง
ญี่ปุ่น (Japan): เผชิญผลกระทบรุนแรงที่สุด จนกระทรวงการคลัง (MOF) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนอย่างเข้มงวดที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 ล่าสุดวันที่ 3 มิถุนายน นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) แถลงเตือนพร้อมเข้าแทรกแซงทันทีเพื่อสกัดกลุ่มเก็งกำไร โดย บาร์ต วากาบายาชิ (Bart Wakabayashi) จาก State Street เผยว่าทางการตั้งแนวต้านสำคัญไว้ที่ 160 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่ เบรนต์ ดอนเนลลี (Brent Donnelly) ประธาน Spectra Markets ระบุว่าโอกาสแทรกแซงจะเพิ่มสูงขึ้นหากทะลุ 162 เยนต่อดอลลาร์
การพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% ทำให้ญี่ปุ่นเสี่ยงเผชิญเงินเฟ้อจากการนำเข้าสินค้าและอาหารขั้นรุนแรง ซ้ำเติมด้วยนโยบายเยนอ่อนค่าที่มีมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 และได้รับการผลักดันในปี 2013 ภายใต้นโยบาย Abenomics ของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) ผู้เป็นพี่เลี้ยงทางการเมืองของทากาอิจิ โดย ริชาร์ด คัตซ์ (Richard Katz) นักเศรษฐศาสตร์จาก Japan Economy Watch ชี้ว่าวิกฤตนี้เร่งให้เกิด "วิกฤตราคาอาหารแพง" (Foodflation) เนื่องจากต้นทุนปุ๋ยและพลังงานนำเข้าพุ่งสูง ซึ่งสหกรณ์การเกษตร Zen-Noh คาดว่าจะปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีถึง 14% ในฤดูใบไม้ร่วงนี้
อินโดนีเซีย (Indonesia): รูเปียห์ดิ่งทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ท่ามกลางความกังวลต่อสถานะบัญชีเดินสะพัดและปัญหาการแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) โดยประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) พยายามลดบทบาท BI นับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อตุลาคม 2024 และสั่งปลด ศรี มูลยานี อินทราวาตี (Sri Mulyani Indrawati) อดีตผู้อำนวยการธนาคารโลก (World Bank) ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลังเมื่อกันยายน 2025 ยิ่งไปกว่านั้น รัฐสภายังผ่านกฎหมายขยายอำนาจ BI ให้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงนโยบายดอกเบี้ยได้โดยตรง ซึ่ง โยเซ ริซัล ดามูรี (Yose Rizal Damuri) นักเศรษฐศาสตร์จาก CSIS เตือนว่าจะทำลายความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางอย่างรุนแรง
อินเดีย (India): ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มเก็งกำไรอย่างหนักเพื่อป้องกันค่าเงินรูปีที่ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดย โกราฟ กังคุลี (Gaurav Ganguly) นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody's Analytics เผยว่าความตึงเครียดด้านเสถียรภาพภายนอกประเทศ (external stability) ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และราคาน้ำมันพุ่ง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา ทั้งนี้ ในปี 2025 รูปีดิ่งลง 5% ย่ำแย่ที่สุดในเอเชีย และปี 2026 เพียงไม่ถึงครึ่งปีก็ดิ่งลงไปแล้วถึง 6.5% ซึ่งหักล้างคำโฆษณาเรื่อง "ยุคทองทางเศรษฐกิจ" (Goldilocks moment) ของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) และพรรครัฐบาล BJP ลงอย่างสิ้นเชิง
ปฏิกิริยาระหว่างประเทศและผลกระทบย้อนกลับสู่สหรัฐฯ
เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ชี้แจงว่ามาตรการภาษีนี้จำเป็นเพื่อปกป้องแรงงานอเมริกัน แต่ได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรงจากพันธมิตร โดยสหภาพยุโรปชี้ว่า "ไม่มีเหตุผลอันควร" และออสเตรเลียระบุว่าขัดข้อตกลงการค้าเสรี ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นไม่พอใจต่อการถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% โดย โทชิฮิโระ โอกุโบะ (Toshihiro Okubo) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคโอ (Keio University) ระบุว่า นโยบายของทรัมป์กำลังทำลายระบบการค้าเสรีพหุภาคี บีบให้ญี่ปุ่นซึ่งเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ ต้องหายุทธศาสตร์การค้าใหม่เพื่อสร้างความสมดุลด้วยตัวเอง
ในมิติด้านโครงสร้างภาษี มาเดอลีน ชาเลคกี (Madeline Chalecki) จากสภาแอตแลนติก (Atlantic Council) ตั้งคำถามว่าภาษีมาตรา 301 นี้จะถูกนำไปบวกทับ (stack) อัตราภาษีทั่วไป (MFN) ของประเทศที่เคยบรรลุข้อตกลงเพดานภาษีไม่เกิน 15% ภายใต้กฎหมาย IEEPA (อย่างญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์) หรือไม่ เพราะหากมีการบวกทับ ดีลการค้ากับยุโรปอาจพังทลายทันที คาดว่าสหรัฐฯ อาจตัดสินใจคุมเพดานไม่ให้เกิน 15% เพื่อเลี่ยงผลกระทบทางการเมือง แม้การขึ้นภาษีจะสร้างรายได้มหาศาลแก่สหรัฐฯ ปีละ 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการนำเข้าของยุโรป, 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากญี่ปุ่น, 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเกาหลีใต้ และ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากสวิตเซอร์แลนด์ก็ตาม
อย่างไรก็ดี นโยบายนี้อาจส่งผลกระทบย้อนกลับ (backfire) ต่อสหรัฐฯ เอง โดย เจนนี่ กอร์ดอน (Jenny Gordon) จากสถาบัน Lowy Institute ชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่รัฐบาลทรัมป์ต้องยอมยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าพื้นฐาน เช่น กล้วย, กาแฟ และเนื้อวัว หลังเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผู้สนับสนุน (MAGA) ที่เดือดร้อนจากปัญหาราคาสินค้าแพง
ขณะที่ พอล โดโนแวน (Paul Donovan) นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร UBS ระบุถึงปัญหาเชิงโครงสร้างว่า ในสงครามภาษีรอบแรก ผู้ประกอบการได้ผลักภาระไปยังผู้บริโภคโดยตรงผ่านการขึ้นราคา และเมื่อมาตรการภาษีถูกยกเลิกไป ราคาสินค้ากลับไม่ได้ปรับลดลงตาม ทำให้ในรอบนี้ผู้บริโภคจะพุ่งเป้าโจมตีมาตรการภาษีของรัฐบาลว่าเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทันที
ด้วยเหตุนี้ บรรดาประเทศคู่ค้าในเอเชียจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังสูงสุดตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เพื่อตั้งรับแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/06/trumps-tariffs-back-and-the-timing-couldnt-be-worse-for-asia/