สหรัฐฯ เดินหน้ายุทธศาสตร์พลังงานอาร์กติก
สหรัฐฯ เดินหน้ายุทธศาสตร์พลังงานอาร์กติก ดันอะแลสกาฟื้นผลิตน้ำมัน ท่ามกลางแรงต้าน สวล.และนัยความมั่นคงพลังงาน
26-5-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในรัฐอะแลสกา (Alaska) กำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวครั้งสำคัญ ภายหลังการค้นพบแหล่งทรัพยากรใหม่ที่มีศักยภาพสูงกว่าการคาดการณ์ในอดีต ประกอบกับการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่เข้ามาเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนขุดเจาะในพื้นที่อาร์กติก
ย้อนกลับไปในปี 2009 เมื่อครั้งที่ จอห์น เคิร์ซ (John Kurz) เดินทางออกจากเขต North Slope ของรัฐอะแลสกา สถานการณ์ของแหล่งขุดเจาะน้ำมันที่เคยเป็นศูนย์กลางหลักของประเทศกำลังเผชิญกับแนวโน้มที่ถดถอย โดยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบลดลงเหลือเพียง 567,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของช่วงที่เคยผลิตได้สูงสุดที่ประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อสองทศวรรษก่อนหน้า การลดลงดังกล่าวสร้างความกังวลว่าระบบท่อส่งน้ำมันทรานส์อะแลสกา (Trans Alaska Pipeline System - TAPS) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลำเลียงน้ำมันไปยังสหรัฐฯ ภาคพื้นทวีป อาจต้องยุติการดำเนินงาน
นอกจากนี้ กลุ่มวิศวกรยังแสดงความวิตกเกี่ยวกับปัญหาน้ำมันดิบที่เคลื่อนตัวช้าจนอาจจับตัวเป็นก้อนหนืดและเกิดการสะสมของไขน้ำมันภายในท่อ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบท่อส่ง TAPS กลายเป็นท่ออุดตันขนาดใหญ่ โดยในขณะนั้น เคิร์ซซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการอาวุโสของบริษัท BP Plc ประจำพื้นที่ Greater Prudhoe Bay ระบุว่า อุตสาหกรรมในพื้นที่กำลังเผชิญภาวะถดถอยและเริ่มมองเห็นจุดสิ้นสุดของระบบท่อส่ง TAPS
วิกฤตดังกล่าวทำให้เคิร์ซตัดสินใจเดินทางไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศ ก่อนที่จะได้รับการทาบทามให้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของบริษัท Alyeska Pipeline Service Co. ในปี 2023 เพื่อทำหน้าที่ดูแลระบบท่อส่งน้ำมันเส้นเดิมที่เคยมีอนาคตไม่แน่นอนเมื่อ 14 ปีก่อน ปัจจุบัน เคิร์ซไม่ใช่บุคลากรรายเดียวที่เดินทางกลับเข้าสู่พื้นที่ เนื่องจากรัฐอะแลสกาเริ่มได้รับความสนใจและการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสาหกรรมน้ำมันอีกครั้ง โดยมีปัจจัยหนุนจากการค้นพบโครงสร้างธรณีวิทยาใหม่ๆ และมาตรการผ่อนปรนกฎระเบียบของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำหนดให้การเร่งรัดการผลิตน้ำมันในรัฐอะแลสกาเป็นเสาหลักสำคัญในวาระการสร้างความเป็นใหญ่ทางพลังงาน (Energy-Dominance Agenda) ของสหรัฐฯ โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อปรับเปลี่ยนกฎระเบียบชุดใหญ่ มุ่งปลดล็อกขีดความสามารถในการขุดเจาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุในอะแลสกา ขณะที่กระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ (US Department of the Interior) ภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้ยกเลิกมาตรการจำกัดการขุดเจาะในยุคประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) ที่เคยประกาศห้ามดำเนินงานในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตอนุรักษ์ปิโตรเลียมแห่งชาติในอะแลสกา (National Petroleum Reserve-Alaska - NPRA) พร้อมทั้งจัดทำแผนการลดขั้นตอนการอนุมัติใบอนุญาตโครงการพลังงานในพื้นที่ดังกล่าว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่คัดค้านการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันในเขตป่าสงวนซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 23 ล้านเอเคอร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอะแลสกามาโดยตลอด โดยกลุ่มผู้อนุรักษ์โต้แย้งว่าการขุดเจาะน้ำมันในอาร์กติกจะยิ่งทำให้โลกต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และทำลายระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ที่ยังไม่เคยผ่านการบุกรุก
บ็อบบี้ แมคอีเนนีย์ (Bobby McEnaney) ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ที่ดินจากสภาป้องกันทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources Defense Council) ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปสู่ "แนวคิดแบบตื่นทอง" แทนที่จะเป็น "แนวทางที่รอบคอบและสมดุล" ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบบนิเวศที่ยังคงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา โดยเขาเน้นย้ำว่าภูมิภาคนี้เป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญระดับโลก เป็นแหล่งรองรับนกอพยพจากทุกทวีป และมีบทบาทควบคุมสมดุลทางสิ่งแวดล้อมของโลก การอนุรักษ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยแม้จะมีการขยายการขุดเจาะพลังงานก็ตาม
อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยทางธรณีวิทยาและการเจาะบ่อสำรวจทดลองในชั้นดินเยือกแข็ง (Tundra) ได้กระตุ้นความสนใจให้แก่อุตสาหกรรมน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โรงงานแปรรูปใน Prudhoe Bay ไปจนถึงระดับผู้บริหารในเมืองฮิวสตัน (Houston) โดยกลุ่มผู้บริหารระบุว่า ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อภูมิภาคนี้ยังสะท้อนถึงการคาดการณ์ว่า การปฏิรูปกฎระเบียบในปัจจุบันจะมีผลบังคับใช้ในระยะยาวและต่อเนื่องแม้จะสิ้นสุดวาระของประธานาธิบดีทรัมป์แล้วก็ตาม
ไรอัน แลนซ์ (Ryan Lance) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ConocoPhillips กล่าวว่า "นี่คือช่วงเวลาแห่งการฟื้นตัวของอะแลสกา เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการจัดหาน้ำมันดิบแบบดั้งเดิม (Conventional oil) เพื่อรองรับอุปสงค์ที่ขยายตัวทั่วโลก กลุ่มทุนต่างเริ่มหันกลับมายังพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างอะแลสกา สถานการณ์ในตอนนี้จึงเปรียบเสมือนการย้อนกลับไปสู่อนาคต (Back to the future) อย่างชัดเจน"
ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทพลังงานชั้นนำ อาทิ ConocoPhillips, Shell Plc, ExxonMobil Corp., Santos Ltd. พร้อมด้วยบริษัทร่วมทุนอีก 7 แห่ง ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการยื่นประมูลเม็ดเงินรวมเกือบ 164 ล้านดอลลาร์ ในการประมูลสิทธิ์เช่าพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัฐบาลกลางภายในเขต NPRA
บรูซ ดิงเกแมน (Bruce Dingeman) รองประธานกรรมการบริหารของ Santos ซึ่งเป็นผู้ดูแลการดำเนินงานในอะแลสกาของบริษัทสัญชาติออสเตรเลียรายนี้ ระบุว่า "สิ่งที่น่าประหลาดใจในการประมูลสิทธิ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงมูลค่าเม็ดเงินที่สูงขึ้น แต่คือการกลับเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่กลุ่มเดิมอย่าง Shell และ Exxon ซึ่งถือเป็นการแสดงความมั่นใจต่อโครงสร้างทางธรณีวิทยา และเป็นการสะท้อนความเชื่อมั่นว่าการปฏิรูปกฎระเบียบจะช่วยให้การดำเนินโครงการดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีความรับผิดชอบ"
ทางด้าน ExxonMobil (หรือเดิมคือ Exxon) ซึ่งได้เจาะบ่อสำรวจบ่อสุดท้ายในอะแลสกาไปเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1990 ได้ชนะการประมูลสิทธิ์ขุดเจาะรวม 23 แปลงในเขต NPRA ขณะที่บริษัท Shell ซึ่งเคยประกาศถอนตัวจากการพัฒนาพลังงานในรัฐแห่งนี้เมื่อปี 2015 เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จในการค้นหาน้ำมันในน่านน้ำอาร์กติกทางตอนเหนือ ก็ได้หันกลับมาร่วมมือกับบริษัท Repsol SA เพื่อคว้าสิทธิ์เช่าพื้นที่รวมประมาณ 42 แปลงในการประมูลครั้งล่าสุดนี้
พื้นที่ NPRA อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลกลางและถูกสงวนไว้ตั้งแต่หนึ่งศตวรรษก่อนเพื่อรองรับความมั่นคงทางพลังงานของกองทัพเรือ แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างเต็มที่ แต่การค้นพบในระยะหลังได้รับประโยชน์อย่างมากจากโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษในเขต Prudhoe Bay ซึ่งเริ่มป้อนน้ำมันเข้าสู่ท่อส่ง TAPS มาตั้งแต่ปี 1977
สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (US Geological Survey) ประเมินว่าเขต NPRA มีปริมาณน้ำมันดิบที่สามารถขุดเจาะขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ราว 8.7 พันล้านบาร์เรล ทั้งนี้ ทรัพยากรดังกล่าวอาจไม่ได้รับการพัฒนารวมถึงนำขึ้นมาใช้ หากไม่มีการค้นพบในปี 2013 โดย บิล อาร์มสตรอง (Bill Armstrong) นักสำรวจอิสระ (Wildcatter) ที่ร่วมมือกับบริษัท Repsol เจาะพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในชั้นโครงสร้างหิน Nanushuk (Nanushuk formation) ซึ่งในอดีตการผลิตจะจำกัดอยู่เพียงแหล่งกักเก็บขนาดเล็ก แต่การค้นพบดังกล่าวรวมถึงการเจาะบ่อสำรวจเพิ่มเติมระหว่างปี 2015 ถึง 2017 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลที่เคยถูกมองข้าม
ล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัท Santos และ Repsol ได้เริ่มกระบวนการผลิตน้ำมันเชิงพาณิชย์งวดแรกจากแหล่งกักเก็บดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันถูกพัฒนาภายใต้ชื่อโครงการ Pikka โดยคาดว่าจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน
วอลเตอร์ ฮัฟฟอร์ด (Walter Hufford) หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ในสหรัฐฯ ของบริษัท Repsol กล่าวว่า "สถานการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานบน North Slope ไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มบริษัทต่างตระหนักดีว่าที่นี่เป็นพื้นที่การลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง" โดยฮัฟฟอร์ดในวัย 68 ปี ซึ่งเป็นนักธรณีวิทยา ได้กล่าวในระหว่างตรวจเยี่ยมแท่นขุดเจาะบ่อใหม่ในโครงการ Pikka ว่า อนาคตของพื้นที่แห่งนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ห่างออกไปราว 30 ไมล์ บริษัท ConocoPhillips กำลังดำเนินการก่อสร้างโครงการน้ำมัน Willow ซึ่งมีปริมาณสำรองประมาณ 600 ล้านบาร์เรล โดยคาดว่าจะเริ่มกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงต้นปี 2029 การค้นพบแหล่ง Willow ในปี 2016 ถือเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงขอบเขตที่กว้างขวางของชั้นหิน Nanushuk
ไรอัน แลนซ์ (Ryan Lance) ซีอีโอของ ConocoPhillips ระบุเพิ่มว่า บ่อสำรวจที่เจาะล่าสุดบ่งชี้ว่าโครงการนี้มีแนวโน้มที่จะขยายขนาดโครงสร้างการผลิตให้ใหญ่ขึ้นเพื่อคงระดับการผลิตได้ยาวนานขึ้น แม้ว่าในปัจจุบัน ConocoPhillips จะมีการอัดฉีดเงินลงทุนประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อรักษาระดับผลผลิตจากสินทรัพย์เดิมในอะแลสกาอยู่แล้วก็ตาม
การค้นพบแหล่งทรัพยากรเพิ่มเติมเป็นปัจจัยตอกย้ำมุมมองเชิงบวกของอุตสาหกรรม โดยบริษัท Santos ได้ประกาศความสำเร็จในการเจาะบ่อประเมินผลในพื้นที่ Quokka ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกับ Repsol เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ บิล อาร์มสตรอง ระบุว่าการค้นพบแหล่ง Sockeye เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือครองสิทธิ์โดยบริษัท Armstrong Oil & Gas Inc. ร่วมกับ Santos และมีบริษัท APA Corp. เป็นผู้พัฒนาหลัก อาจมีปริมาณสำรองน้ำมันอย่างน้อย 700 ล้านบาร์เรล โดยอาร์มสตรองชี้ว่า โครงสร้างธรณีวิทยาใต้ดินที่ส่งผลให้โครงการ Willow, Pikka และ Quokka ประสบความสำเร็จนั้น ปรากฏในลักษณะเดียวกันเมื่อขยายการสำรวจไปทางทิศตะวันตกของเขตป่าสงวน
อาร์มสตรองเปิดเผยกับบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ว่า จากการประเมินอย่างรัดกุม ยังมีโครงสร้างธรณีวิทยาขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ทำการขุดเจาะอีกอย่างน้อย 12 จุดในเขต NPRA ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการในชั้นหิน Nanushuk ยังมีศักยภาพในการขยายตัวได้อีกมาก
อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการน้ำมันในแถบอาร์กติกของอะแลสกายังคงมีความท้าทายสูง จากระบบโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนและต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง โดยขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญจะถูกจำกัดอยู่เฉพาะในช่วงฤดูกาลสั้นๆ ที่ทีมงานสามารถปฏิบัติงานบนถนนน้ำแข็งและลานคอนกรีตที่สร้างขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลงถึง -30 องศาฟาเรนไฮต์ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นนับว่าคุ้มค่า เนื่องจากแหล่งกักเก็บน้ำมันดิบแบบดั้งเดิมของอะแลสกามีขนาดใหญ่และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าบ่อน้ำมันในสหรัฐฯ ภาคพื้นทวีปที่มีอัตราการลดลงของกำลังการผลิตที่รวดเร็ว
มาร์ก โอเบอร์สเตตเตอร์ (Mark Oberstoetter) หัวหน้าฝ่ายวิจัยธุรกิจขั้นต้นในภูมิภาคอเมริกาจากบริษัท Wood Mackenzie ให้ความเห็นว่า ผลตอบแทนของโครงการนี้มีความโดดเด่นและน่าดึงดูดใจอย่างมาก เนื่องจากมีระบบสัมปทานเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่มีทั้งปริมาณสำรองน้ำมันที่แน่ชัดรวมถึงศักยภาพของทรัพยากรในระดับที่แอ่งกักเก็บแห่งนี้มีให้
กระนั้น แนวโน้มการขยายตัวของการขุดเจาะยังคงสร้างความเห็นที่แตกต่างในหมู่ชาวเมืองอะแลสกา โดยฝ่ายหนึ่งมองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการสร้างรายได้ของรัฐ เพื่อนำมาใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชนห่างไกล ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเตือนว่า การพึ่งพารายได้จากน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียวจะทำให้ชุมชนขาดการพัฒนาและแสวงหาแนวทางความมั่งคั่งในรูปแบบอื่นๆ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-05-24/alaska-s-oil-revival-sparks-a-new-energy-rush-into-the-arctic?utm_source=website&utm_medium=share&utm