จีนเพิ่มงบและกำลังพลหนุนปฏิบัติการสันติภาพ UN
จีนเพิ่มงบและกำลังพลหนุนปฏิบัติการสันติภาพ UN ท่ามกลางวิกฤตการเงิน–ภูมิรัฐศาสตร์ หลังสหรัฐฯ ลดการสนับสนุน
26-5-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ประเทศจีนก้าวขึ้นเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในภารกิจรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ (UN) รองจากสหรัฐฯ ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนการร่วมสมทบทุนของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น "อย่างมีนัยสำคัญ" ท่ามกลางภาวะตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้อัมพาตต่อปฏิบัติการสันติภาพพหุภาคีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของสถาบันวิจัยที่ตั้งอยู่ในประเทศสวีเดน
รายงานเกี่ยวกับปฏิบัติการสันติภาพพหุภาคีประจำปี 2025 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาโดยสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute - SIPRI) ระบุว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม มีการวางกำลังพลระหว่างประเทศในปฏิบัติการสันติภาพของ UN จำนวนทั้งสิ้น 78,633 นาย ซึ่งลดลงจากปี 2016 ถึงประมาณร้อยละ 49 โดยรายงานเน้นย้ำว่า "นี่ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นอย่างน้อย"
รายงานฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ก่อนหน้าวันเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพสหประชาชาติสากล (International Day of UN Peacekeepers) ซึ่งตรงกับวันที่ 29 พฤษภาคม ได้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้จำนวนกำลังพลจะมีแนวโน้มลดลงตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทว่าปี 2025 กลับเป็นปีที่มีอัตราการลดลงเมื่อเทียบรายปีรุนแรงที่สุดในรอบช่วงเวลาดังกล่าว โดยดิ่งลงถึงร้อยละ 17
ยาอีร์ ฟาน เดอร์ ไลน์ (Jair van der Lijn) ผู้อำนวยการโครงการปฏิบัติการสันติภาพและการจัดการความขัดแย้งของ SIPRI กล่าวว่า "หากสถานการณ์ยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้ เราอาจได้เห็นการอ่อนแอลงอย่างรุนแรงของการจัดการความขัดแย้งในระบบพหุภาคี และสถาบันต่างๆ เช่น สหประชาชาติ อาจถูกลดบทบาทลงอย่างเกือบสิ้นเชิง เนื่องจากการเผชิญหน้ากับมรสุมวิกฤต (Perfect storm) ทั้งในด้านงบประมาณ ปัจจัยทางการเมือง และมิติภูมิรัฐศาสตร์"
"ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะตามมาคือความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น และความขัดแย้งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากรัฐต่างๆ เริ่มละทิ้งบรรทัดฐานสากลที่ยึดถือร่วมกันมาอย่างยาวนาน"
ในปี 2025 มีปฏิบัติการสันติภาพพหุภาคีที่ยังคงดำเนินงานอยู่จำนวนทั้งสิ้น 58 ปฏิบัติการใน 34 ประเทศหรือดินแดนทั่วโลก ซึ่งลดลงจากปี 2024 จำนวน 3 ปฏิบัติการ โดยภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายสะฮารา (Sub-Saharan Africa) และภูมิภาคยุโรป เป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินภารกิจมากที่สุดแห่งละ 18 ปฏิบัติการ ตามมาด้วยภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือรวมกัน 14 ปฏิบัติการ ภูมิภาคอเมริกา 5 ปฏิบัติการ และภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย 3 ปฏิบัติการ ทั้งนี้ กำลังพลเกือบร้อยละ 73 ถูกกระจายกำลังอยู่ในปฏิบัติการหลักเพียง 5 ปฏิบัติการ ซึ่งในจำนวนนั้นมีถึง 4 ปฏิบัติการที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายสะฮารา
ในการตอบข้อซักถามของสำนักข่าวเซาท์ไชนามอนิงโพสต์ (South China Morning Post) ทางสถาบัน SIPRI ระบุว่า จีนเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในภารกิจรักษาสันติภาพของ UN โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 24 ของงบประมาณรักษาสันติภาพทั่วโลก ขณะที่อันดับหนึ่งคือสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 26 ทั้งนี้ สัดส่วนทางการเงินของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น "อย่างมีนัยสำคัญ" โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับรอบปีงบประมาณก่อนหน้า
นอกจากนี้ จีนยังได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติจำนวน 9 ปฏิบัติการในปีที่ผ่านมา โดยการวางกำลังพลที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในภารกิจของ UN ในประเทศเซาท์ซูดาน (UN Mission in South Sudan) ซึ่งจีนรั้งตำแหน่งผู้ส่งกำลังพลรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหก ด้วยจำนวนเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ 874 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังพลทางทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ เดือนธันวาคม ตามข้อมูลของ SIPRI
เคลาเดีย ไฟเฟอร์ ครูซ (Claudia Pfeifer Cruz) นักวิจัยอาวุโสประจำโครงการปฏิบัติการสันติภาพและการจัดการความขัดแย้งของ SIPRI ให้ความเห็นว่า การเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพของจีนมีส่วนช่วยในความพยายามของรัฐบาลปักกิ่งที่จะ "ฉายภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ" ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังที่ว่าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ควรมีส่วนร่วมในสัดส่วนที่มากกว่า เนื่องจากมี "ความรับผิดชอบพิเศษ" ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
"จีนส่งกำลังพลในเครื่องแบบเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของ UN มากกว่าประเทศสมาชิกถาวรอื่นๆ ของคณะมนตรีความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยนี้ทำให้จีนสามารถอ้างสิทธิ์ได้ว่า ตนเองไม่เพียงแต่จ่ายเงินสมทบทุนค่าใช้จ่ายในการรักษาสันติภาพในสัดส่วนที่สูงเท่านั้น แต่ยังจัดส่งกำลังพลลงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จริงอีกด้วย" เธอกล่าว
"เมื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้งการสนับสนุนทางการเงินและด้านกำลังพลต่างเป็นสิ่งรองรับข้ออ้างในวงกว้างของจีนที่ว่า ตนเองเป็นผู้สนับสนุนหรือยึดมั่นในระบบพหุภาคีนิยม และมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับโลก"
การขยายสัดส่วนเงินทุนของจีนในภารกิจรักษาสันติภาพของ UN เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะวิกฤตทางการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากประเทศผู้บริจาครายใหญ่ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบทุนตามสัดส่วนที่ประเมินไว้ได้อย่างครบถ้วนหรือตรงเวลา โดยในเดือนกรกฎาคม ปฏิบัติการรักษาสันติภาพของ UN ต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลเงินทุนถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 35 ของงบประมาณทั้งหมดในรอบปี 2024-2025 ส่งผลให้ปฏิบัติการหลายแห่งจำต้องปรับลดจำนวนกำลังพลลงอย่างรุนแรง
รายงานของ SIPRI ระบุว่า การจัดการความขัดแย้งและการปฏิบัติการสันติภาพในระบบพหุภาคีกำลัง "อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก" ซึ่งเป็นผลมาจาก "ภาวะตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น นโยบายทางการเมืองที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนตนหรือในลักษณะต่างตอบแทน และการตัดลดงบประมาณที่เกี่ยวข้อง"
นอกจากนี้ รายงานยังได้อ้างถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่ง "ไม่มีความเต็มใจที่จะแบกรับระบบพหุภาคีอีกต่อไป" ในขณะที่จีนและสหภาพยุโรป (EU) "ไม่มีความเต็มใจหรือไม่สามารถ" ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนที่ได้ ส่งผลให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติขาดความสามารถในการบรรลุข้อตกลงที่จำเป็นเพื่อจัดการกับวาระการประชุมใหม่ๆ
ทั้งนี้ ไม่มีปฏิบัติการรักษาสันติภาพใหม่ถูกจัดตั้งขึ้นเลยนับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา
SIPRI ระบุว่า กรณีตัวอย่างรวมถึงแนวโน้มการยุติภารกิจของกองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UN Interim Force in Lebanon) ภายในสิ้นปีนี้เนื่องจากแรงกดดันจากสหรัฐฯ ตลอดจนความล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านภารกิจสนับสนุนความมั่นคงข้ามชาติในเฮติ (Multinational Security Support Mission in Haiti) ให้กลายเป็นปฏิบัติการรักษาสันติภาพที่นำโดย UN และระดมทุนโดย UN เพื่อต่อต้านความรุนแรงจากกลุ่มแก๊งอาชญากรรม เนื่องจากได้รับการคัดค้านจากจีนและรัสเซียในคณะมนตรีความมั่นคงฯ
"ความตึงเครียดเหล่านี้ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ เผชิญความยากลำบากมากขึ้น ทั้งในการอนุมัติปฏิบัติการสันติภาพใหม่ และการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับอาณัติของปฏิบัติการเดิมที่มีอยู่" ไฟเฟอร์ ครูซ กล่าว
"กรณีศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความท้าทายในปัจจุบันที่ปฏิบัติการสันติภาพกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นหลักเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความแตกแยกทางการเมืองในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศมหาอำราจ"
อย่างไรก็ดี ไฟเฟอร์ ครูซ ระบุว่า การล่มสลายของการจัดการความขัดแย้งในระบบพหุภาคีนั้น "ไม่ใช่สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้" เนื่องจากยังคงเห็นการสนับสนุนในเชิงหลักการต่อปฏิบัติการสันติภาพของ UN อย่างกว้างขวาง
"ทว่าเพื่อรักษาการจัดการความขัดแย้งในระบบพหุภาคีเอาไว้ รัฐต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการให้มากกว่าเพียงแค่การแสดงออกถึงการสนับสนุน โดยจำเป็นต้องจัดสรรเงินทุนที่คาดการณ์ได้และสร้างพื้นที่ทางการเมืองที่เพียงพอ เพื่อเปิดทางให้เกิดการตอบสนองในระบบพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพ" เธอกล่าวสรุป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/military/article/3354743/china-lifts-peacekeeping-budget-share-amid-warnings-bodies-un-may-be-sidelined?module=top_story&pgtype=section