.
เปิดยุคสงครามผ่านอวกาศ จีน–รัสเซีย–อิหร่านใช้เครือข่ายดาวเทียม–เรดาร์ ถัก “ตาข่ายสอดแนม” เล็งเป้าเรือรบสหรัฐฯ ที่ฮอร์มุซ
17-4-2026
Asia Times รายงานว่า รายงานล่าสุดระบุว่า ประเทศอิหร่าน (Iran) กำลังใช้ดาวเทียมจารกรรมที่ผลิตโดยประเทศจีน (China) ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านข่าวกรองจากประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของการทำสงครามในยุคใหม่ โดยการใช้สินทรัพย์ทางอวกาศเชิงพาณิชย์เพื่อติดตามและระบุเป้าหมายกองกำลังของประเทศสหรัฐฯ (US) อย่างแม่นยำ
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก ไฟแนนเชียล ไทมส์ (FT) และเอกสารลับทางการทหารของอิหร่านที่รั่วไหลออกมาว่า อิหร่านได้รับดาวเทียมจารกรรมรุ่น TEE-01B ที่ผลิตโดยจีนอย่างลับๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าสังเกตและโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง โดยรายงานกลาโหมปี 2025 ของสหรัฐฯ ระบุว่าบริษัทดาวเทียมเชิงพาณิชย์ในจีนมีการทำธุรกิจกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024
ข้อมูลที่ได้รับจากดาวเทียม ซึ่งรวมถึงพิกัดที่แม่นยำ ข้อมูลวงโคจร และภาพถ่ายในช่วงเดือนมีนาคม ถูกนำไปใช้ในการสอดแนมฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งก่อนและหลังการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ เป้าหมายรวมถึงฐานทัพอากาศพรินซ์สุลต่าน (Prince Sultan Air Base) ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยืนยันว่ามีการสูญเสียอากาศยานเมื่อวันที่ 14 มีนาคม รวมถึงฐานทัพอากาศในจอร์แดน และสำนักงานใหญ่กองเรือที่ 5 ในบาห์เรน
ขีดความสามารถทางเทคนิคของดาวเทียม TEE-01B:
ดาวเทียมรุ่นนี้ปฏิบัติการในวงโคจรต่ำ (LEO) ที่ระดับความสูงประมาณ 535–545 กิโลเมตร ติดตั้งกล้องสำรวจระยะไกลที่มีความละเอียดสูงถึง 0.5 เมตร (Panchromatic) มีน้ำหนักไม่ถึง 112 กิโลกรัม และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มดาวเทียมที่ออกแบบมาให้ครอบคลุมทั่วโลกด้วยความเร็วในการตอบสนองภายใน 1.2 ชั่วโมง นอกจากนี้ อิหร่านยังได้รับสิทธิ์เข้าถึงสถานีภาคพื้นดินที่ดำเนินการโดยบริษัท Emposat ในกรุงปักกิ่ง (Beijing) ทำให้สามารถควบคุมดาวเทียมได้จากทั่วโลก
ยุทธศาสตร์เครือข่ายสอดแนม (ISR Mesh):
นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์ที่อันตรายที่สุดคือการรวมตัวกันของ "ตาข่ายข่าวกรอง" (ISR Mesh) โดยดาวเทียมเชิงพาณิชย์จากจีนทำหน้าที่ระบุเป้าหมายและประเมินความเสียหาย (BDA) ขณะที่ข่าวกรองจากรัสเซียช่วยในการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย และเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่านทำหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ ก่อให้เกิดห่วงโซ่การสังหาร (Kill Chain) ที่มีประสิทธิภาพต่อเรือรบสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงเผชิญความท้าทายในการโจมตีเรือรบที่เคลื่อนที่เร็วและมีระบบป้องกันหลายชั้น ดังจะเห็นได้จากความล้มเหลวของกลุ่มฮูตี (Houthis) ในเยเมนที่ไม่สามารถโจมตีเรือรบสหรัฐฯ ได้สำเร็จแม้จะพยายามมากกว่า 100 ครั้ง แต่อุปสรรคสำคัญที่แท้จริงคือความพยายามของจีนและรัสเซียที่อาจจำกัดความสนับสนุนเพื่อควบคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกินคุม เนื่องจากทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐฯ ต้องติดหล่มสงครามและสูญเสียทรัพยากรในตะวันออกกลาง
ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์:
การที่สหรัฐฯ ต้องตรึงเรือรบจำนวนมากเพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมในอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ (ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 647,000 ตารางกิโลเมตร) อาจทำให้สหรัฐฯ ขาดแคลนกำลังพลในการรับมือกับวิกฤตซ้อน (Polycrisis) ในภูมิภาคแปซิฟิก หากเกิดความตึงเครียดขึ้นพร้อมกันในคาบสมุทรเกาหลี, ไต้หวัน (Taiwan) หรือทะเลจีนใต้ (South China Sea) ยุทธวิธีแบบ "เครือข่ายพันธมิตร" นี้อาจถูกส่งออกไปยังเกาหลีเหนือเพื่อใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือเกาะกวมได้ในอนาคต ซึ่งถือเป็นอันตรายทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าขีดความสามารถในการรบของอิหร่านเพียงลำพัง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/04/chinas-satellite-boost-gives-iran-a-us-targeting-edge/