.
ญี่ปุ่นจะเป็น “ฮับโลจิสติกส์ไต้หวัน” แบบเดียวกับ 'โปแลนด์ในสงครามยูเครน' ได้จริงหรือไม่?
6-2-2026
Asia Times รายงานว่า ในขณะที่ประเทศโปแลนด์ (Poland) ได้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์หลักขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ NATO ในการสนับสนุนประเทศยูเครน (Ukraine) เพื่อต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย (Russia) โดยอาศัยความได้เปรียบทางพรมแดนทางบกที่ติดต่อกัน ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ประธานาธิบดีเลก วาแวนซา (Lech Wałęsa) แห่งโปแลนด์เคยตั้งเป้าหมายให้ประเทศของตนกลายเป็น "ญี่ปุ่นแห่งที่สอง" ในฐานะระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ในปัจจุบัน เหล่านักสังเกตการณ์ชาวโปแลนด์ต่างมองด้วยความย้อนแย้งว่า ประเทศญี่ปุ่นอาจต้องกลายเป็น "โปแลนด์แห่งที่สอง" แทน
ภายใต้กรอบแนวคิดนี้ ญี่ปุ่นจะเข้ามามีบทบาทคู่ขนานกับโปแลนด์ในการสนับสนุนไต้หวัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นำไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับยุทธศาสตร์พันธมิตร การแบ่งเบาภาระ และความเป็นจริงของการป้องปรามในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
วิวัฒนาการของโปแลนด์สู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2021 ก่อนการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซีย จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงการส่งมอบยุทโธปกรณ์ขนาดเล็ก ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วสู่การสนับสนุนครอบคลุมทั้งอาวุธ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การดูแลผู้ลี้ภัย การบำรุงรักษาอุปกรณ์ การดูแลทางการแพทย์ และการฝึกอบรมทางทหาร การเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล เนื่องจากความขัดแย้งได้เผยให้เห็นจุดอ่อนสำคัญ อาทิ ความไม่เข้ากันของขนาดรางรถไฟระหว่างโปแลนด์ (1435 มม.) และยูเครน (1520 มม.) ปัญหาคอขวดที่จุดผ่านแดนเมดิกา (Medyka) และโดโรฮุสค์ (Dorohusk) รวมถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่โลจิสติกส์
ด้วยการสนับสนุนจากสหรัฐฯ NATO และสหภาพยุโรป กรุงวอร์ซอได้ลงทุนอย่างหนักในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการขยายขีดความสามารถทางราง การปรับปรุงขั้นตอนศุลกากร และการพัฒนาโครงสร้างเชิงกายภาพเพื่อรองรับการขนส่งทางทหารปริมาณมาก โดยปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจยังเอื้ออำนวย เนื่องจากประชนชาวโปแลนด์มองว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อความคงอยู่ของชาติ ทำให้ชุมชนและภาคธุรกิจต่างเข้าร่วมในโปรแกรมงบประมาณด้านกลาโหมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์อย่างกระตือรือร้น
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงหากจะลอกเลียนบทบาทของโปแลนด์ เนื่องจากไต้หวันเป็นเกาะที่แยกจากญี่ปุ่นด้วยระยะทางทางน้ำกว่า 100 กิโลเมตรที่จุดใกล้ที่สุด ต่างจากพรมแดนทางบกของโปแลนด์กับยูเครน การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ใดๆ จะต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือและทางอากาศทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกสกัดกั้นอย่างสูง
ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2025 ที่ระบุว่าสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันจะถือเป็น "วิกฤตต่อความคงอยู่ของชาติ" สำหรับญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงการตระหนักในความเสี่ยงนี้ ขณะที่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากรัฐบาลปักกิ่ง ทั้งการจำกัดการท่องเที่ยว การระงับโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการปฏิเสธข้อเสนอการประชุมสุดยอดไตรภาคี แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เพียงการประกาศจุดยืนต่อไต้หวันก็เพียงพอที่จะยั่วยุการตอบโต้จากจีน นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ (Wang Yi) ยังได้วิจารณ์ "กองกำลังทางการเมืองบางกลุ่มในญี่ปุ่น" ในเดือนมกราคม 2026 ว่ากำลัง "บิดเบือนประวัติศาสตร์" ในระหว่างการหารือในสภาเกี่ยวกับแผนฉุกเฉินไต้หวัน ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของปักกิ่งในการเปลี่ยนข้อพิพาทด้านความมั่นคงให้กลายเป็นความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์เพื่อทำลายความเป็นเอกภาพของฝ่ายประชาธิปไตย
หากจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ญี่ปุ่นจำเป็นต้องขยายสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ สนามบิน และคลังเก็บสินค้าอย่างมหาศาล ไม่ใช่เพียงในหมู่เกาะนันเซ ที่ใกล้ไต้หวันที่สุด แต่ต้องทำทั่วทั้งประเทศ เพราะก่อนจะกระจายความช่วยเหลือ ญี่ปุ่นต้องเป็นผู้รับและจัดเก็บพัสดุจากออสเตรเลีย (Australia) ยุโรป (Europe) และสหรัฐฯ ซึ่งต้องใช้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลในระบบที่ปัจจุบันก็แออัดอยู่แล้ว
ความเสี่ยงสำคัญอีกประการหนึ่งคือ หากรัสเซียต้องการขัดขวางการช่วยเหลือยูเครนที่ต้นทาง พวกเขาต้องโจมตีโปแลนด์ ซึ่งจะกระตุ้นการใช้มาตรา 5 (Article 5) และเกิดสงครามกับนาโตทันที แต่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาพการณ์ที่อันตรายกว่า เนื่องจากสถานการณ์การบุกไต้หวันมีแนวโน้มที่จะรวมถึงการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วแปซิฟิกตะวันตกไปพร้อมกัน ซึ่งอาจครอบคลุมถึงพื้นที่ของญี่ปุ่นด้วย และแม้ในกรณีที่ไม่ถึงขั้นบุกเต็มรูปแบบแต่เป็นการปิดล้อม ปักกิ่งยังมีขีดความสามารถใน "พื้นที่สีเทา" (Gray zone) อย่างกว้างขวางที่จะสัดกั้นการขนส่งโดยไม่กระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ตามสนธิสัญญาพันธมิตรโดยอัตโนมัติ
ตามการวิเคราะห์ของโอเรียนนา สกายเลอร์ มาสโตร (Oriana Skyler Mastro) และแบรนดอน โยเดอร์ (Brandon Yoder) ในนิตยสาร Foreign Affairs ระบุว่า การป้องปรามนั้นมีสภาวะย้อนแย้งในตัว: "หากทำน้อยเกินไป ปักกิ่งอาจเดิมพันว่าสามารถยึดไต้หวันได้ก่อนวอชิงตันจะตอบโต้ แต่หากทำมากเกินไป ผู้นำจีนอาจสรุปว่าการใช้กำลังคือทางเลือกสุดท้ายในการรวมชาติ"
บทบาทศักยภาพของญี่ปุ่นในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์จึงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ การเตรียมการที่เปิดเผยเกินไปอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดสิ่งที่เราต้องการป้องปราม ข้อแนะนำของพวกเขาที่ว่า "การยกระดับทางทหารควรถูกปิดบังหรือทำให้ดูไม่สำคัญจนกว่าจะถูกประจำการจริง" นั้นขัดแย้งกับหลักความโปร่งใสที่จำเป็นต่อความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย และความมุ่งมั่นที่ชัดเจนในการสร้างความมั่นใจให้แก่ไต้หวัน
นอกจากนี้ จุดอ่อนของไต้หวันเองยังซ้ำเติมความท้าทายเหล่านี้ งานวิจัยของมอร์กาโด (Morgado) และโฮโซดะ (Hosoda) ชี้ให้เห็นว่าไต้หวันมีความเปราะบางพื้นฐาน ทั้งการพึ่งพาตนเองด้านอาหารที่มีเพียง 30.7% การพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงถึง 96.85% และระบบสำรองวัสดุจำเป็นรวมถึงแร่ธาตุหายากที่ยังไม่เพียงพอ ขณะที่กองเรือพาณิชย์ของไต้หวันหดตัวลงอย่างหนัก โดยมีเรือเพียง 13% ของเจ้าของชาวไต้หวันที่ชักธงชาติสาธารณรัฐจีน (ROC flag) ส่วนที่เหลือจดทะเบียนด้วยธงของประเทศอื่น (Flags of convenience) ซึ่งอาจไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงวิกฤต ซึ่งการวิเคราะห์สรุปว่านโยบายของไต้หวันในปัจจุบัน "ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอย่างการถูกปิดล้อมโดยสมบูรณ์"
ข้อจำกัดทางการเมืองภายในของญี่ปุ่นก็สะท้อนปัญหาที่พบในไต้หวันเช่นกัน โครงสร้างศุลกากรของญี่ปุ่นจะรับภาระหนักจากการเพิ่มขึ้นมหาศาลของยุทโธปกรณ์ทางทหาร ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนในประเทศที่มีค่านิยมใฝ่สันติภาพอย่างรุนแรงจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่างจากโปแลนด์ที่มีกระแสต่อต้านรัสเซียเป็นเอกฉันท์ ความคิดเห็นของสาธารณชนญี่ปุ่นต่อจีนยังคงซับซ้อน เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่นและเป็นข้อกังวลด้านความมั่นคงอันดับหนึ่งไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นสภาวะตึงเครียดที่ไม่มีในความสัมพันธ์ระหว่างโปแลนด์กับรัสเซีย
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy หรือ NSS) ของฝ่ายบริหารทรัมป์ เผยให้เห็นมุมมองใหม่ว่า พันธมิตรส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านความมั่นคงในยุคแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจได้อีกต่อไป โดยเน้นย้ำเรื่อง "การแบ่งเบาภาระและการโยกย้ายภาระ" พร้อมกับข้อตกลงเฮก (Hague Commitment) ที่กำหนดให้ประเทศนาโตต้องจ่ายงบกลาโหม 5% ของ GDP วอชิงตันเริ่มแยกแยะระหว่างพันธมิตรที่ต้องได้รับความช่วยเหลือตลอดเวลา กับพันธมิตรที่สามารถรับผิดชอบความมั่นคงในภูมิภาคเป็นหลักได้เอง
โดยมีอิสราเอล (Israel) เป็นต้นแบบที่มีความสามารถในการจัดการความท้าทายในภูมิภาค โดยเฉพาะกับอิหร่าน (Iran) ขณะที่โปแลนด์ตั้งเป้าเป็นสมาชิกนาโตชาติแรกที่ใช้งบกลาโหมถึง 5% โดยมีรายงานว่าในฉบับที่ไม่เปิดเผยของ NSS นั้น วอร์ซอถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปที่ควรได้รับความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวอชิงตันมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม อิสราเอลจัดการกับอิหร่านซึ่งการเปลี่ยนระบอบการปกครองยังมีความเป็นไปได้ ส่วนโปแลนด์เผชิญหน้ากับรัสเซียที่เป็นความท้าทายที่น่าเกรงขาม แต่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับทั้งเกาหลีเหนือ (North Korea) และจีน (China) ซึ่งเป็นคู่แข่งระดับเดียวกัน ที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก
หากวอชิงตันเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งของมหาอำนาจโดยไม่ใช่ผ่านความร่วมมือแบบกลุ่มก้อนใหญ่ แต่เลือกใช้พันธมิตรเฉพาะกลุ่มที่ไว้วางใจได้ สมการจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยโปแลนด์และญี่ปุ่นจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงศูนย์กลางโลจิสติกส์ แต่จะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรส่วนหน้าหรือปราการ (Bulwarks) ในการจัดการกับรัสเซียและจีน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงบทบาทนี้จะนำมาซึ่งความต้องการการแบ่งเบาภาระที่เข้มข้นขึ้น ญี่ปุ่นจะเผชิญแรงกดดันให้ใช้งบกลาโหมเกินกว่าระดับ 2% ของ GDP การสนับสนุนจะเปลี่ยนจากโลจิสติกส์แบบรับ (Passive) ไปสู่การรวมตัวทางการป้องกันแบบรุก (Active) ซึ่งต้องมีการบูรณาการระบบบัญชาการและควบคุม ขีดความสามารถขั้นสูงในด้านข่าวกรอง (ISR) และอาจรวมถึงการประจำการระบบของสหรัฐฯ ในพื้นที่ส่วนหน้าซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนทางการเมืองที่ชัดเจนจากญี่ปุ่น
แทนที่จะคาดหวังให้ญี่ปุ่นเป็น "โปแลนด์แห่งที่สอง" วอชิงตันควรดำเนินการสร้างขีดความสามารถแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนเพื่อหลีกเลี่ยงทั้งการยั่วยุจีนและปฏิกิริยาต่อต้านจากภายใน การกระจายความรับผิดชอบด้านโลจิสติกส์แบบพหุภาคีขนาดเล็ก (Minilateral) ไปยังออสเตรเลีย เกาหลีใต้ (South Korea) และฟิลิปปินส์ (Philippines) จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองของแต่ละประเทศในขณะที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในภาพรวม การให้ความสำคัญกับการป้องปรามด้วยการปฏิเสธ (Deterrence by denial) หรือการทำให้ไต้หวันยากต่อการถูกยึดครอง แทนที่จะเน้นเพียงโลจิสติกส์ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ จะเป็นการรับมือภัยคุกคามจากการรุกรานที่ทันท่วงทีมากกว่า
การแก้ไขจุดอ่อนพื้นฐานของไต้หวันในด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการสำรองแร่ธาตุวิกฤต จะต้องเกิดขึ้นก่อนการพัฒนาโครงสร้างโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น เนื่องจากการที่ญี่ปุ่นสนับสนุนไต้หวันจะมีผลทางยุทธศาสตร์จำกัดหากไต้หวันไม่สามารถรักษาฟังก์ชันพื้นฐานของสังคมภายใต้แรงกดดันได้ สุดท้าย การรักษาความพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับจีนในระดับที่เลือกเฟ้นจะช่วยรักษาอิทธิพลในการป้องปรามไว้ได้ ดังที่มาสโตรและโยเดอร์กล่าวว่า "การรักษาความพึ่งพากันทางเศรษฐกิจแบบอสมมาตรทำให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลเหนือจีนมหาศาล โดยสามารถขู่ด้วยมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงกว่าในกรณีที่เกิดสงคราม" การแยกตัวจากกันอย่างสิ้นเชิงจะทำลายอิทธิพลนี้และอาจเร่งตารางเวลาการใช้กำลังทหารของจีนให้เร็วขึ้น
นายยาซูฮิเดะ นากายามะ (Yasuhide Nakayama) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้วิเคราะห์ล่าสุดว่า การตัดสินใจตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เกี่ยวกับสถานะของไต้หวันกำลังกลายเป็นความจริงที่เผชิญหน้าเราในปัจจุบัน การตัดสินใจของเราในวันนี้เกี่ยวกับบทบาทพันธมิตร การแบ่งเบาภาระ และยุทธศาสตร์การป้องปราม จะกำหนดทางเลือกให้กับคนรุ่นหลังเช่นกัน การตัดสินใจเหล่านั้นจึงสมควรได้รับความคิดที่รอบคอบมากกว่าเพียงการเปรียบเทียบอย่างง่ายๆ
คำถามที่แท้จริงไม่ใช่การที่ญี่ปุ่นจะสามารถเป็น "โปแลนด์แห่งที่สอง" ได้หรือไม่ แต่คือการที่สหรัฐฯ และพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกจะสามารถพัฒนาโครงสร้างความมั่นคงสำหรับไต้หวันที่คำนึงถึงเอกลักษณ์เฉพาะของภูมิภาค โดยหลีกเลี่ยงทั้งการทอดทิ้งและการยั่วยุได้หรือไม่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/how-japan-can-function-as-taiwan-deterrence-logistics-hub/