อินเดียถอยตั้งหลัก รื้อยุทธศาสตร์รับมือ ‘ทรัมป์’
อินเดียถอยตั้งหลัก รื้อยุทธศาสตร์รับมือ ‘ทรัมป์’ พร้อมสร้างพันธมิตรใหม่ทั่วโลก หลังเจอกำแพงภาษีและท่าทีกดดันจากวอชิงตัน
14-1-2026
The Diplomat รายงานว่า ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ที่เคยดูรุ่งโรจน์กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญในปี 2026 เมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะลดระดับความสำคัญของอินเดียลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ทรัมป์จะเคยกล่าวชื่นชม นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ว่าเป็น "คนดี" แต่ในเชิงนโยบายกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งการที่สหรัฐฯ ลดความสำคัญของกลุ่ม Quad การถอนตัวจากพันธมิตรสุริยะระหว่างประเทศ (ISA) ที่อินเดียร่วมก่อตั้ง รวมถึงการขู่เก็บภาษีนำเข้าจากอินเดียสูงถึง 500% เพื่อตอบโต้กรณีที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นการสนับสนุนงบประมาณสงครามให้แก่มอสโก
สถานการณ์ที่ยากลำบากนี้บีบให้รัฐบาลนิวเดลีต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากการ "พยายามเอาอกเอาใจ" มาเป็นการ "นิ่งสงบและอดทน" มากขึ้น โดยอินเดียเริ่มลดความพยายามที่ดูร้อนรนในการขอเข้าพบหรือต่อสายตรงถึงทรัมป์ ซึ่งแตกต่างจากช่วงปี 2025 ที่อินเดียเคยทุ่มงบจ้างบริษัทล็อบบี้และพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาความสัมพันธ์ ยุทธศาสตร์ใหม่ของโมดีในตอนนี้คือการใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว โดยเลือกที่จะไม่โต้ตอบต่อคำครหาหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากทรัมป์ (เช่น กรณีการส่งมอบเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่) และหันไปให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรแบบ "หลายขั้ว" (Multi-alignment) แทนการยึดติดกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว
ในขณะที่ความสัมพันธ์กับวอชิงตันดูจะกลายเป็นเพียง "ภาพลวงตา" อินเดียได้เร่งเครื่องทางการทูตไปยังภูมิภาคอื่นอย่างเข้มข้น โดยมีการลงนามข้อตกลงทางการค้ากับสหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ และกลุ่มประเทศ EFTA รวมถึงการที่โมดีและรัฐมนตรีต่างประเทศเดินสายเยือนกว่า 21 ประเทศทั่วโลกเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้าและสร้างฐานอำนาจใหม่ในยุโรป เอเชีย และแอฟริกา แม้ว่าในบางมิติอินเดียจะยังยอมผ่อนปรนด้วยการสนับสนุนนโยบายของทรัมป์ในประเด็นตะวันออกกลางและยูเครนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง แต่นั่นก็ทำให้อินเดียถูกมองว่าเริ่มตีตัวออกห่างจากจุดยืนของกลุ่ม BRICS ในบางเรื่องเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่อินเดียยังแก้ไม่ตกคือ ความจำเป็นที่ต้องมีสหรัฐฯ เป็นคานอำนาจในการจัดการกับจีน รวมถึงความต้องการผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจ IMEC และการขอยกเว้นการคว่ำบาตรในท่าเรือชาบาฮาร์ (Chabahar) ของอิหร่าน ท่ามกลางโลกที่ทรัมป์ไม่ให้ค่ากับพหุภาคีและข้อตกลงระหว่างประเทศ อินเดียจึงต้องกลับไปที่กระดานชนวนเพื่อรื้อฟื้นนโยบายต่างประเทศใหม่ทั้งหมด เพื่อรักษาบทบาทการเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) และรักษาผลประโยชน์ของชาติตนเองในยุคสมัยที่ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างคาดเดาได้ยาก
---
IMCT NEWS
ที่มาhttps://thediplomat.com/2026/01/indian-foreign-policy-needs-a-rethink-in-the-age-of-trump/?fbclid=IwY2xjawPTOKxleHRuA2FlbQIxMQBicmlkETFWOUp1Y0VxT250bEtNdlc0c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHvy5xOUlmIg30XlxuY2crpCcgJw_XM4Q1JGBQDiG_2tNzGH8ToPxM4nUed5S_aem_FYRsjXs0w6eroDFG6d_X6g