.
ญี่ปุ่นเร่งเสริมแนวป้องกันทางเหนือ โตเกียวจับตารัสเซีย-จีนร่วมกดดัน เสี่ยงเปิดแนวรบเหนือ-ใต้พร้อมกัน
28-5-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเพิ่มความระมัดระวังต่อการขยายกิจกรรมทางทหารของรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกไกลอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฐานทัพในฮอกไกโดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าพฤติการณ์ทางทหารของรัสเซีย ซึ่งดำเนินควบคู่ไปกับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีน (China) ถือเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และทำให้การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเองบนเกาะฮอกไกโดซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางภาคเหนือมีความจำเป็นยิ่งกว่าเดิม
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระบุว่า การที่ญี่ปุ่นมุ่งเน้นการรักษาแนวป้องกันทางเหนือให้มีความ "ไร้ที่ติ" (Impeccable) เป็นการเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ หากญี่ปุ่นต้องรับมือกับวิกฤตการณ์ทางทหารกับจีนในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ รัสเซียอาจฉวยโอกาสเปิด "ปฏิบัติการเบี่ยงเบนความสนใจ" (Diversionary operation) ในพื้นที่รอบเกาะฮอกไกโด ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับสถานการณ์ศึกสองด้าน
ชินโก นากาตะ (Shingo Nagata) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคานาซาว่า (Kanazawa University) ระบุว่า รัสเซียได้เปลี่ยนทะเลโอคอตสก์ (Sea of Okhotsk) ทางตอนเหนือของฮอกไกโดให้กลายเป็น "เขตคุ้มครอง" สำหรับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของตน พร้อมทั้งมีการติดตั้งเครื่องบินรบ Su-35 และขีปนาวุธต่อต้านเรือบนพื้นที่หมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาท (ซึ่งรัสเซียเรียกว่า Southern Kuril Islands และญี่ปุ่นเรียกว่า Northern Territories) นอกจากนี้ กองทัพรัสเซียและจีนยังได้ดำเนินการลาดตระเวนทางอากาศและทางเรือร่วมกันเป็นประจำ รวมถึงการส่งเรือพิฆาต Type 055 ของจีน ซึ่ง NATO เรียกว่า "Renhai-class" เข้ามาในพื้นที่ ทำให้ฮอกไกโดกลายเป็นแนวหน้าด้านการป้องกันประเทศไม่ต่างจากภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้
ในด้านการปฏิบัติการ ญี่ปุ่นมีความจำเป็นต้องยกระดับฝูงบินขับไล่ F-15 ที่ฐานทัพอากาศชิโตเสะ (Chitose Air Base) โดยมีแผนจะเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35A ภายในปี 2030 นอกจากนี้ กองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดิน (Ground Self-Defence Force) ยังได้ฝึกซ้อมการเคลื่อนย้ายกำลังพลอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว
เจมส์ บราวน์ (James Brown) ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Temple University ระบุว่า ความกังวลที่เร่งด่วนที่สุดคือจำนวนครั้งของการสกัดกั้นอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้นถึง 448 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการเผชิญหน้ากับเครื่องบินของรัสเซียและจีน บราวน์ยังกล่าวถึงความกังวลต่อการที่รัสเซียติดตั้งขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก "คินซาล" (Kinzhal) ไว้บนเครื่องบินรบใกล้กับญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นอาวุธที่ยากต่อการสกัดกั้นด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศในปัจจุบัน
ทางด้านยู โคอิซูมิ (Yu Koizumi) นักวิจัยด้านความมั่นคงจากมหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) เสริมว่า ญี่ปุ่นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันบริเวณชายฝั่งแปซิฟิกมากขึ้น เนื่องจากกองทัพเรือจีนกำลังพัฒนาสู่การเป็นกองกำลังทางทะเลระดับน้ำลึก (Blue-water force) รวมถึงต้องเฝ้าระวังกิจกรรมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของรัสเซียและการทำสงครามใต้ทะเล เพื่อคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานและสายเคเบิลใต้น้ำที่สำคัญ
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้อนุมัติงบประมาณกลาโหมที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 9.4% จากปี 2025 และถือเป็นการเพิ่มงบประมาณต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายใน 5 ปี โดยนางเซลีน ปาจอง (Celine Pajon) จากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของฝรั่งเศส (IFRI) ระบุว่าการเสริมกำลังในภาคเหนือจะช่วยให้โครงสร้างการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างหรือจุดอ่อนที่พันธมิตรจีน-รัสเซียจะฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซงได้
---
IMCT NEWS
ที่่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3354983/russias-military-activity-has-japan-fearing-dual-front-war?module=top_story&pgtype=homepage