บาทไทยร่วงหนักสุดเอเชีย เสี่ยงทรุดหนัก
บาทไทยร่วงหนักสุดเอเชีย นักยุทธศาสตร์เตือน "เงินบาท" เสี่ยงทรุดหนัก จากวิกฤตราคาน้ำมัน-สงครามอิหร่านน
28-4-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เงินบาทกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้น และยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อจากแรงกดดันราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเตือนว่าโครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทย และรูปแบบดุลบัญชีเดินสะพัดตามฤดูกาล จะทำให้เงินบาทเผชิญแรงขายต่อเนื่องในไตรมาส 2
นักยุทธศาสตร์ด้านการเงินระบุว่า ค่าเงินบาทของไทยกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชีย นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน (Iran War) และมีความเสี่ยงที่จะเผชิญความสูญเสียเพิ่มเติม เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
ธนาคารเอ็มยูเอฟจี (MUFG Bank Ltd.) วิเคราะห์ว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันระลอกใหม่ เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการนำเข้าพลังงานมหาศาลของประเทศ ขณะที่ธนาคารเมย์แบงก์ (Maybank) ชี้ว่ารูปแบบทางฤดูกาลของดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะเป็นปัจจัยลบที่กดดันค่าเงินในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 4% ซึ่งตามหลังเพียงเปโซของฟิลิปปินส์ (Philippines) ในระดับภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าในช่วงต้นเดือนเมษายนค่าเงินบาทจะฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้างจากการประกาศหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ล่าสุดเริ่มกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งเนื่องจากการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายเกิดภาวะชะงักงัน
ปัจจัยเสี่ยงจากการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ
“เรายังคงเห็นความเสี่ยงในเชิงลบต่อค่าเงินบาท เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้าน้ำมันและก๊าซสุทธิรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย” นายลอยด์ ชาน (Lloyd Chan) นักยุทธศาสตร์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนจาก MUFG Bank ในสิงคโปร์กล่าว พร้อมระบุว่ามาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ (US) ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระแสการไหลเวียนของพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง
นายชาน (Chan) คาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 33.90 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสนี้ ซึ่งจะเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 (พ.ศ. 2568)
ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย
ผลการศึกษาจาก Nomura Global Economics ระบุว่า ค่าเงินบาทมีความเปราะบางเป็นพิเศษเนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาต้นทุนพลังงานสูงที่สุดในเอเชีย เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น สัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบซัพพลายพลังงานทั้งหมด และดุลการค้าพลังงาน
ทางด้าน นายวิทัย รัตนากร (Vitai Ratanakorn) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand - BOT) เปิดเผยในเดือนนี้ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจชะลอตัวลงเหลือประมาณ 1.3% ในปีนี้ หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป เมื่อเทียบกับประมาณการก่อนเกิดความขัดแย้งที่ 1.9% นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังส่งสัญญาณว่าจะหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย “ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เพื่อประคองเศรษฐกิจ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นก็ตาม
นายเจฟฟรีย์ จาง (Jeffrey Zhang) นักยุทธศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Credit Agricole CIB ในฮ่องกง ให้ความเห็นว่า “แบงก์ชาติไทยได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตและชี้ถึงผลกระทบเชิงลบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบ (Bearish) ต่อค่าเงินบาทในระยะกลาง” โดยเขาคาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าไปอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์เมื่อสิ้นปี
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-27/thai-baht-war-losses-set-to-deepen-on-oil-shock-strategists-say?taid=69eeabb4e23f1b000178e35a&utm_campaign=trueanthem&utm_content=business&utm_medium=social&utm_source=twitter