กองเรือจีนแซงหน้าสหรัฐฯเสี่ยงวอชิงตันแพ้ศึกทางทะเล
กองเรือจีนแซงหน้าสหรัฐฯ เสี่ยงทำวอชิงตันแพ้ศึกทางทะเล เร่งพึ่งอู่ต่อเรืออิตาลี–ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้ แต่หวั่นแรงงานโยงปักกิ่ง
22-6-2026
FDD รายงานว่า ประเทศจีน (China) ได้ก้าวล้ำหน้ากองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) ในแง่ของจำนวนเรือรบที่ประจำการอยู่ในปัจจุบัน และขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมของจีนกำลังบ่งชี้ถึงช่องว่างที่กำลังขยายตัวมากขึ้นในอนาคต ซึ่งนี่คือมาตรวัดที่ขนาดมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า กองทัพเรือที่มีขนาดเล็กกว่าแต่มีคุณภาพสูงกว่า มักจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพเรือที่มีขนาดใหญ่กว่าในสัดส่วนเกือบ 90% ของสงครามทางเรือทั้งหมด ตามการวิเคราะห์ของสถาบันกองทัพเรือสหรัฐฯ (USNI)
กองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) ได้เปิดเผยแผนการจัดหาและต่อเรือล่าสุด (Shipbuilding Plan) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับฐานอุตสาหกรรมทางทะเลของอเมริกาที่เผชิญปัญหายืดเยื้อมานาน สหรัฐฯ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมุ่งเน้นไปที่การขยายขนาดกองทัพเรือของตนเอง และความเป็นจริงก็คือ อเมริกาจำเป็นต้องพึ่งพาและใช้ประโยชน์จากกลุ่มประเทศพันธมิตรเพื่อให้ภารกิจนี้บรรลุผลสำเร็จ
กลุ่มประเทศพันธมิตรของอเมริกามีแนวทางที่สามารถช่วยแก้ไขความเสี่ยงนี้ได้ในทันที โดยประเทศอิตาลี (Italy) ประเทศญี่ปุ่น (Japan) และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ต่างมีความเชี่ยวชาญด้านการต่อเรือและมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งในการเข้ามาช่วยแก้ไขโจทย์ปัญหานี้ ซึ่งถือเป็นขีดความสามารถในการต่อเรือที่สำคัญยิ่งที่กองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) ควรนำมาใช้ประโยชน์
อย่างไรก็ดี เริ่มมีสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่น่ากังวลปรากฏขึ้นในบางตลาด โดยความเชื่อมโยงกับจีน รวมถึงการเชื่อมโยงผ่านสหภาพแรงงานอย่างสมาพันธ์สหภาพแรงงานเกาหลี (KCTU) ในเกาหลีใต้ อาจก่อให้เกิดจุดอ่อนและความเปราะบางต่อห่วงโซ่อุปทานและฐานอุตสาหกรรมทางทะเลของสหรัฐฯ ได้
แผนการต่อเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) ได้ตระหนักและกำลังเผชิญหน้ากับความจริงเชิงยุทธศาสตร์ที่น่ากลัวในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Reindustrialization) แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่วิกฤตการณ์ด้านการต่อเรือของอเมริกามีกลไกหลายประการที่พร้อมจะเข้ามาช่วยปลดล็อก ความสำเร็จในระยะเริ่มต้นของสตาร์ทอัปด้านการต่อเรือและระบบอัตโนมัติอย่าง Saronic, ผู้นำด้านการผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุ (Additive manufacturing) อย่าง Divergent รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบำรุงรักษาจากบริษัทอย่าง Gecko Robotics ต่างช่วยสร้างความมั่นใจและจุดประกาย ความหวังในด้านนวัตกรรม
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังตระหนักถึงบทบาทที่มีศักยภาพของอู่ต่อเรือต่างประเทศและกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมข้ามชาติ ในการเข้ามาช่วยเติมเต็มภาวะขาดดุลการผลิตของอเมริกา โดยทางเลือกในการพึ่งพาผู้สร้างเรือต่างชาติได้ถูกบรรจุไว้ในแผนการต่อเรือฉบับล่าสุดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาผู้นำต่างออกมากล่าวถึงความจำเป็นในการพึ่งพาการสนับสนุนจากต่างประเทศต่อสาธารณชน โดยในเดือนเมษายน รัส วอต (Russ Vought) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณและบริหารจัดการ (OMB) ได้ส่งสัญญาณว่าอู่ต่อเรือต่างประเทศจะเป็นแหล่งรองรับในการผลิตให้ทันตามเป้าหมาย และหลังจากนั้นไม่นาน จอห์น ฟีแลน (John Phelan) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือ ก็ได้กล่าวย้ำว่าอู่ต่อเรือต่างประเทศจะได้รับการพิจารณาสำหรับทั้งการสร้างเรือส่งกำลังบำรุงและเรือรบ
ทว่าการที่จะทำให้การพัฒนาขีดความสามารถร่วมกับพันธมิตรในด้านการต่อเรือ รวมถึงแคมเปญการฟื้นฟูอุตสาหกรรมของอเมริกาในภาพรวมประสบความสำเร็จได้นั้น ความพยายามในการร่วมมือกันจำเป็นต้องมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับความพึ่งพาที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งพลวัตทางการเมือง กฎระเบียบข้อบังคับ และแรงงานของเกาหลีใต้ในปัจจุบัน กำลังทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวเด่นชัดขึ้น โดยรัฐบาลกรุงโซล (Seoul) ได้เอนเอียงไปทางปีกซ้ายในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อการทูตและทำให้ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมมีความคลุมเครือ หากเจาะลึกในรายละเอียด อิทธิพลทางการเมืองของสหภาพแรงงานเกาหลีใต้ รวมถึง KCTU ได้ทำให้การเอนเอียงไปทางปีกซ้ายกลายเป็นกลไกเชิงระบบ ซึ่งเป็นการเปิดรับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ต่อฐานอุตสาหกรรมและกองทัพของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ KCTU ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) และพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) โดยในเดือนกันยายน 2025 ศาลฎีกาของเกาหลีใต้ได้พิพากษายืนตามศาลล่างในการลงโทษจำคุกอดีตเจ้าหน้าที่ของ KCTU ในข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Act) ซึ่งการสืบสวนการละเมิดดังกล่าวพบหลักฐานความเชื่อมโยงที่เป็นปัญหาในการส่งต่อข้อมูลข่าวกรองที่ละเอียดอ่อนให้แก่เกาหลีเหนือ และการมุ่งเน้นขับเคลื่อนเพื่อ "สร้างบรรยากาศการต่อสู้เพื่อต่อต้านอเมริกาและต่อต้านญี่ปุ่นให้รุนแรงยิ่งขึ้น" ในเกาหลีใต้ ซึ่งการขับเคลื่อนในลักษณะหลังนี้ มีความสอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับแคมเปญการให้ข้อมูลบิดเบือนระดับโลกของจีนที่มีเป้าหมายเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตร ในขณะเดียวกัน KCTU ก็ได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองควบคู่ไปกับประธานาธิบดีคนปัจจุบันของเกาหลีใต้คือ ลี แจมยอง (Lee Jae Myung)
อุตสาหกรรมหนักของเกาหลีใต้ครอบครองความเชี่ยวชาญและขีดความสามารถด้านการต่อเรือในระดับชั้นนำของโลก ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้เป็นส่วนเสริมที่ช่วยเติมเต็มจุดแข็งของอเมริกา และสัญญาว่าจะช่วยแก้ไขจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ในฐานอุตสาหกรรมทางทะเลของสหรัฐฯ ได้
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านั้นจำเป็นต้องมีความน่าเชื่อถือ และต้องไม่ตกเป็นตัวประกันของการแทรกแซงทางการเมือง กฎระเบียบ และเชิงยุทธศาสตร์ที่ในท้ายที่สุดแล้วเอื้อประโยชน์ให้แก่จีน ความพยายามในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมของอเมริกาต้องการพันธมิตรที่มีความมุ่งมั่นและมีความโปร่งใส ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเต็มใจและมีความสามารถในการช่วยให้อุตสาหกรรมของอเมริกาสามารถตั้งหลักได้ภายในประเทศ พร้อมทั้งช่วยสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) ในระดับสากล
ก่อนที่จะตัดสินใจพึ่งพาอู่ต่อเรือต่างประเทศ บรรดาผู้นำของสหรัฐฯ จำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับประกันว่าโอกาสในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมในครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า ประเทศพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้จำเป็นต้องจัดเตรียมสภาพแวดล้อมทางการเมือง กฎระเบียบ และแรงงานที่มีความเสถียร ซึ่งหมายถึงการปฏิเสธแรงกดดันตามแนวคิดมาร์กซิสต์ (Marxist) จากสหภาพแรงงานของตน ควบคู่ไปกับการยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยทางอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากจีน
เวลานี้คือเวลาสำหรับการสร้างสรรค์ พันธมิตรของอเมริกาควรเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกภาคการต่อเรือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูอุตสาหกรรมในภาพรวมของอเมริกา ทว่าการลงทุนและความร่วมมือของอเมริกาจำเป็นต้องมีความตระหนักรู้และระมัดระวังเกี่ยวกับความพึ่งพาที่ซ่อนเร้นอยู่ ดังเช่นกรณีความเสี่ยงที่สหภาพแรงงานในเกาหลีใต้อาจก่อขึ้น
เนธาน พิคาร์ซิก (Nathan Picarsic) เป็นนักวิชาการอาวุธจากสถาบัน Foundation for Defense of Democracies และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Horizon Advisory
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/FDD/status/2068436982728962154?s=20