.
อิหร่านส่งสัญญาณปรับยุทธศาสตร์ หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี 'พร้อมตอบโต้ทั้งสหรัฐฯ–อิสราเอล' เล็งเป้า ฐานทัพ–เรือรบ แม้ยังหวังดีลนิวเคลียร์ใหม่
26-2-2026
Financial Times รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่าอิหร่านกำลังพิจารณาทบทวนหลักนิยม (Doctrine) ทางการทหารที่เคยเน้นการจำกัดวงความขัดแย้งกับวอชิงตัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งใหญ่
พลตรี อับดุลราฮิม มูซาวี (Abdolrahim Mousavi) เสนาธิการกองทัพอิหร่าน กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า แม้ที่ผ่านมากลยุทธ์ของอิหร่านคือ "การป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย" แต่ "พฤติกรรมของสหรัฐฯ บีบให้เราต้องเปลี่ยนแนวทาง" หากพวกเขากระทำความผิดพลาดในครั้งนี้ เราจะสร้างความสูญเสียอย่างหนัก เพราะกองทัพของเรามุ่งมั่นที่จะยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจข่มเหงจนถึงที่สุด
การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากภายใน
แหล่งข่าววงในของรัฐบาลเตหะรานเผยกับ Financial Times (FT) ว่า อิหร่านได้ปรับเปลี่ยนหลักนิยมทางทหารที่มีต่อสหรัฐฯ ใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรมต่อกำลังพลและทรัพย์สินของสหรัฐฯ หากเกิดสงคราม แหล่งข่าวระบุว่าแม้เตหะรานไม่ได้ต้องการสงครามและหวังว่าการเจรจาในเจนีวาวันพฤหัสบดีนี้จะปูทางไปสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่เพื่อยับยั้งการโจมตี แต่พวกเขาก็เลือกที่จะสู้มากกว่ายอมจำนนต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
"ครั้งนี้จะไม่ใช่แค่เกมยิงขู่เหมือนที่ผ่านมา" แหล่งข่าวกล่าว โดยอ้างถึงเหตุการณ์ยิงมิสไซล์ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักปี 2020 และในกาตาร์ปีที่แล้ว ซึ่งมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ "แต่อิหร่านจะยกระดับการโจมตีทุกอย่างที่อยู่ในระยะ ตั้งแต่ฐานทัพสหรัฐฯ ไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซและเรือรบอเมริกัน"
ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เอสมาอิล บาเกอี (Esmail Baghaei) ย้ำชัดว่า "ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการโจมตีแบบจำกัดวง"
มุมมองจากนักวิเคราะห์ภายนอก
นักวิเคราะห์ภายนอกยังคงสงสัยในความสามารถของอิหร่านที่จะสร้างความเสียหายต่อกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันได้รวมกำลังพลครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางนับตั้งแต่การบุกอิรักปี 2003 ความเหลื่อมล้ำทางทหารปรากฏชัดหลังอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างหนักในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่อิหร่านกังวลว่าเครื่องบินขับไล่และศักยภาพการโจมตีระยะไกลของสหรัฐฯ อาจทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและเศรษฐกิจได้ภายในไม่กี่วัน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านแย้งว่าขีปนาวุธนำวิถีและโดรนของตนสามารถท้าทายความเหนือกว่าทางทหารแบบดั้งเดิมได้ เช่นเดียวกับในสงครามเดือนมิถุนายนที่อิหร่านยิงอาวุธหลายร้อยรายการใส่อิสราเอล และมีบางส่วนหลุดรอดระบบป้องกันไปได้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 30 คน
ลินเน็ตต์ นัสบาเชอร์ (Lynette Nusbacher) อดีตที่ปรึกษาข่าวกรองอาวุโสของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ระบุว่าคำขู่ของอิหร่านควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง "ผู้นำความมั่นคงอิหร่านอันตรายแต่ไม่ได้บ้าคลั่ง พวกเขาส่งสัญญาณชัดเจน เข้าใจเป้าหมายของตนเองและคู่ต่อสู้" นอกจากขีปนาวุธแล้ว อิหร่านอาจพยายามปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญของโลก
ท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ และความขัดแย้งภายใน
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้รายงานข่าวที่อ้างว่า พลเอก แดน เคน (Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการท่วมร่วม แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการโจมตีอิหร่าน โดยทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่ามุมมองของเคนคือการเผชิญหน้าทางทหารใดๆ จะ "ชนะได้อย่างง่ายดาย"
ในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) เมื่อวันอังคาร ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่ามี "ความทะเยอทะยานที่ชั่วร้าย" และขีปนาวุธของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อฐานทัพสหรัฐฯ "พวกเขาต้องการทำข้อตกลง แต่เรายังไม่ได้ยินคำมั่นสัญญาที่ว่า 'เราจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์'"
การโต้กลับโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย
ฮัมเซห์ ซาฟาวี (Hamzeh Safavi) บุตรชายของที่ปรึกษาอาวุโสของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ระบุว่า "ครั้งนี้อิหร่านจะละทิ้งความเกรงใจและจะตอบโต้อย่างรุนแรงเพื่อสร้างความสูญเสีย" เขายังอ้างว่าเตหะรานจะเปิดตัวเทคโนโลยีทางทหารที่ก้าวหน้ากว่าเดิม และจะไม่แยกแยะระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลอีกต่อไป "หากอิสราเอลโจมตี อิหร่านจะถล่มสหรัฐฯ ด้วย และหากสหรัฐฯ โจมตี อิหร่านก็จะพุ่งเป้าไปที่อิสราเอลเช่นกัน"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.ft.com/content/8da3bbc5-00c3-45ff-b6b1-efa65c5a2661