.
ทำไมปูตินจึงนิ่งเงียบ? หลังสหรัฐฯ บุกจับตัว 'มาดูโร' ที่เวเนฯ เปิดเหตุผลเบื้องหลังการสงวนท่าทีของรัสเซีย
9-1-2026
DW รายงานว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลา เพิ่งจะกล่าวสดุดีประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ณ กรุงมอสโก ในฐานะ "มหาอำนาจผู้ค้ำจุนมนุษยชาติ" พร้อมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีอย่างชื่นมื่น ทว่าในวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา รัสเซียกลับทำเพียงเฝ้ามองเหตุการณ์ที่กองกำลังสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมตัวมาดูโรและภริยาถึงกรุงคารากัส เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด ณ กรุงนิวยอร์ก โดยปราศจากการตอบโต้ทางทหารหรือการแทรกแซงใด ๆ จากฝ่ายรัสเซีย
ความล้มเหลวของระบบป้องกันและสัญญาณจากเครมลิน
สามวันภายหลังการสิ้นสุดอำนาจของผู้นำเวเนซุเอลา ท่าทีจากทำเนียบเครมลินกลับมีเพียงความเงียบงัน แม้กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียจะออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและเรียกร้องให้มีการเจรจา แต่ก็นับว่าเป็นท่าทีที่อ่อนแรงลงอย่างมากเมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่ามาดูโรคือพันธมิตรที่หยิบยื่นความช่วยเหลือทางการเมืองให้รัสเซียมาโดยตลอด นับตั้งแต่การประกาศรับรองดินแดนแบ่งแยกดินแดนในยูเครนเมื่อปี 2022
นอกจากนี้ ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยังตอกย้ำถึงข้อกังขาในประสิทธิภาพของระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียที่ประจำการอยู่ในเวเนซุเอลา ซึ่งไม่สามารถสกัดกั้นหรือคุ้มครองผู้นำที่เป็นพันธมิตรได้เลยในช่วงนาทีวิกฤต ดังที่ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้กล่าวเน้นย้ำถึงประเด็นความเปราะบางนี้
ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป: ยูเครนและการหวนคืนของทรัมป์
นีล เมลวิน (Neil Melvin) ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Royal United Services Institute (RUSI) วิเคราะห์ว่า "การสนับสนุนที่รัสเซียมีต่อเวเนซุเอลานั้นเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเชิงปฏิบัติ" และในปัจจุบันรัสเซียไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเผชิญหน้ากับกองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาคซึ่งถือเป็นเขตอิทธิพลโดยตรงของวอชิงตันได้
ขณะที่ เฟลิกซ์ รีเฟอร์ (Felix Riefer) นักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญนโยบายต่างประเทศรัสเซีย มองว่าการกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในมอสโก โดยรัสเซียเลือกที่จะ "สงวนท่าที" ต่อกรณีเวเนซุเอลาเพื่อรักษาบรรยากาศการเจรจากับวอชิงตันในประเด็นอื่นที่สำคัญกว่า โดยรีเฟอร์ระบุว่า "ในทางปฏิบัติ รัสเซียได้ลดลำดับความสำคัญของมาดูโรลงไปก่อนหน้านี้แล้ว"
เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ "สงครามในยูเครน" ซึ่งเป็นภาระหนักที่ดึงทรัพยากรของรัสเซียไปจนเกือบทั้งหมด มอสโกจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการปะทะโดยตรงกับสหรัฐฯ ในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลวอชิงตันกำลังปรับบทบาทจากผู้สนับสนุนยูเครนมาเป็นตัวกลางในบทสนทนาสันติภาพ
มุมมองจากรัฐบาลเคียฟและผลกระทบต่อราคาน้ำมัน
ทางด้าน รัฐบาลเคียฟ เฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด โดยประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) ระบุว่านี่คือสัญญาณเตือนต่อกลุ่มผู้นำอำนาจนิยมทั่วโลก ขณะที่นักวิเคราะห์ในยูเครนมองว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจในเวเนซุเอลาจะส่งผลบวกต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและการเมืองระหว่างประเทศ
เปโตร โอเลชชุก (Petro Oleshchuk) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเคียฟ ชี้ให้เห็นว่า หากเวเนซุเอลากลับเข้าสู่ระบบการผลิตน้ำมันที่เป็นปกติ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้หลักที่รัสเซียใช้ขับเคลื่อนการสงคราม "ยิ่งราคาน้ำมันถูกลง ทรัพยากรในการทำสงครามของรัสเซียก็ยิ่งร่อยหรอลง ทำให้แนวคิดเรื่องสงครามยืดเยื้อของปูตินต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ"
บทสรุป: ความถดถอยของอิทธิพลรัสเซีย
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสั่นคลอนในบารมีระดับโลกของรัสเซีย โดยรีเฟอร์เชื่อว่าความเชื่อมั่นที่ประเทศพันธมิตรมีต่อมอสโกจะลดน้อยลง เนื่องจาก "ผู้ที่พึ่งพารัสเซียไม่สามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่าจะได้รับการคุ้มครองในยามวิกฤต"
เช่นเดียวกับความเห็นของเมลวินที่ย้ำว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปูตินยอมปล่อยมือจากมิตรประเทศ โดยระบุว่า "รัสเซียสูญเสียอิทธิพลเหนืออาร์มีเนีย (Armenia), ซีเรีย (Syria) และล่าสุดคือเวเนซุเอลา" สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นดัชนีชี้วัดว่ารัสเซียกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางอำนาจในเวทีโลก เนื่องจากผลกระทบของสงครามในยูเครนที่กัดกร่อนขีดความสามารถในการรักษาเครือข่ายพันธมิตรข้ามทวีปเอาไว้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.dw.com/en/russia-venezuela-vladimir-putin-what-us-capture-nicolas-maduro-means-ukraine-war/a-75416727