.
ศึกจีน-สหรัฐฯ บนเวที G20 สะดุดปมคำว่า “Non-Market” ทำแถลงการณ์ร่วมล่มทั้งฉบับ ก่อนซัมมิตสี-ทรัมป์ท่ามกลางจีนเกินดุลการค้า $1.2 ล้านล้าน
4-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ข้อขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศจีน (China) และประเทศสหรัฐอเมริกา (US) ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งกลุ่ม จี20 (G20) ในสัปดาห์นี้ มีชนวนเหตุหลักปะทุมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้คำภาษาอังกฤษเพียงคำเดียว นั่นคือคำว่า "non-market" (นอกกลไกตลาด) อ้างอิงตามรายงานจากแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับกระบวนการเจรจา
ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นหลังจาก นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศสหรัฐฯ (US Treasury Secretary) ได้ออกมากล่าวหาฝ่ายประเทศจีน (China) ต่อสาธารณชนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เป็นผู้ขัดขวางและขัดขวางไม่ให้กลุ่ม จี20 (G20) สามารถออกแถลงการณ์ร่วม (Joint communique) หลังเสร็จสิ้นการประชุมตลอดสองวัน ณ เมืองแอชวิลล์ (Asheville) รัฐนอร์ทแคโรไลนา (North Carolina) โดยฝ่ายประเทศสหรัฐฯ (US) อ้างว่าสภาวะทางอับจนดังกล่าวก่อตัวขึ้นจากความเห็นที่ไม่ลงรอยกันในข้อความภาษา ตั้งแต่ประเด็นแร่ธาตุสำคัญ (Critical minerals) ไปจนถึงกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้สิน (Debt restructuring)
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดและขอไม่เปิดเผยนามเนื่องจากเป็นการหารือเป็นการภายใน ระบุว่า จุดติดขัดและประเด็นขัดแย้งที่สำคัญที่สุดคือการเรียกร้องให้บรรจุวลีคำว่า "non-market" (นอกกลไกตลาด) ลงในประโยคที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า (Trade imbalances) โดยคณะผู้แทนจากประเทศจีน (China) มองว่าคำดังกล่าวมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพุ่งเป้าโจมตี รัฐวิสาหกิจ หรือ เอสโออี (State-Owned Enterprises - SOEs) ซึ่งถือเป็นเสาหลักและรากฐานสำคัญในโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศจีน (China)
ในระหว่างกระบวนการเจรจาร่างข้อความ ฝ่ายประเทศจีน (China) ได้ยื่นข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนถ้อยคำเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า โดยหลีกเลี่ยงการมุ่งเน้นหรือฉายแสงไปที่กลุ่มรัฐวิสาหกิจจีนเป็นการเฉพาะ ซึ่งแม้ว่าคณะเจรจาชาวจีนจะได้รับเสียงสนับสนุนเป็นการภายในจากหลายประเทศต่อข้อเสนอปรับเปลี่ยนถ้อยคำดังกล่าว ทว่ากลับไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกับฝ่ายประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ในท้ายที่สุด
ส่งผลให้ในแถลงการณ์สรุปของประธานการประชุม (Chair statement) ซึ่งออกโดยฝ่ายประเทศสหรัฐฯ (US) มีการระบุข้อความไว้ประโยคหนึ่งว่า บรรดาประเทศสมาชิกควรร่วมมือกันเพื่อ "ขจัดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด (non-market policies and practices) ซึ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมความไม่สมดุลทางการค้า"
รอยร้าวที่เกิดขึ้นกลางเวทีประชุม จี20 (G20) ได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจชั้นนำของโลก เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (President Xi Jinping) ผู้นำแห่งประเทศจีน (China) มีกำหนดการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน (Washington) เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับสูงร่วมกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (President Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ถือเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนสายสัมพันธ์ระหว่างทางการกรุงวอชิงตัน (Washington) และกรุงปักกิ่ง (Beijing) ผ่านการเป็นผู้นำในการเจรจาทางการค้า ตลอดจนการเตรียมเป็นประธานนำการหารือทวิภาคีว่าด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence - AI) ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
"นับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ฝ่ายจีนปฏิเสธที่จะร่วมเดินหน้าไปกับพวกเรา" นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) กล่าวให้สัมภาษณ์ผ่านรายการสถานีโทรทัศน์ ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อวันพุธ โดยระบุอ้างอิงถึงข้อคัดค้านของทางการกรุงปักกิ่งต่อแถลงการณ์ร่วมกลุ่ม จี20 (G20)
สำหรับคณะผู้แทนแห่งประเทศจีน (China) ณ เมืองแอชวิลล์ (Asheville) นำโดย นายพาน กงเฉิง (Pan Gongsheng) ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศจีน หรือ พีโอซี (People’s Bank of China - PBOC) และ นายเหลียว หมิน (Liao Min) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในทีมเจรจาหลักของทางการกรุงปักกิ่งในศึกสงครามกำแพงภาษีกับรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อปีที่ผ่านมา
ในมิตินโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ (US) นิยามอย่างเป็นทางการให้คำว่า นโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด (non-market policies and practices) หมายถึง การแทรกแซงของรัฐบาลที่บิดเบือนการค้าโลกเพื่อเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงพฤติกรรมและการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจหรือกิจการที่ตกร้อยละการควบคุมของรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น คำดังกล่าวยังถูกนำมาใช้เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์แนวปฏิบัติทางการค้าของจีนมาอย่างยาวนาน โดยสำนักงานผู้แทนการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ ยูเอสทีอาร์ (Office of the United States Trade Representative - USTR) เคยระบุในการไต่สวนเมื่อปี 2017 ว่าเป็นมาตรการตอบโต้ต่อ "ระบบเศรษฐกิจนอกกลไกตลาด" ของประเทศจีน การบรรจุคำดังกล่าวลงในแถลงการณ์ร่วม จี20 (G20) จึงถูกตีความได้ว่าเป็นสารแฝงในการพุ่งเป้ามายังประเทศจีนโดยตรงโดยไม่ต้องระบุชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า วลีที่อ้างอิงถึงนโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ได้ปรากฏอยู่ใน 2 จาก 4 ย่อหน้าของแถลงการณ์ประธานประชุม ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นประเด็นที่สร้างปัญหาให้แก่ฝ่ายจีน ขณะที่ส่วนอื่นๆ ของข้อความได้เน้นย้ำถึงการทำงานของห่วงโซ่คุณค่าสำคัญ อาทิ แร่ธาตุสำคัญ (Critical minerals) และข้อกำหนดที่เชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างหนี้สิน
ด้าน กระทรวงการคลังแห่งประเทศจีน (Ministry of Finance of China) ไม่ได้ออกมาตอบโต้คำกล่าวอ้างของนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) โดยตรงในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ แต่ได้ระบุเน้นย้ำว่า "ทุกฝ่ายควรยึดถือมุมมองที่ครอบคลุม เป็นธรรม และมีความสมดุลต่อประเด็นเรื่องความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก"
ขณะที่ นางหวง หลิง (Huang Ling) โฆษกกระทรวงพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Ministry of Commerce of China - MOFCOM) ได้กล่าวในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อวันพฤหัสบดีว่า "การใช้เวทีพหุภาคี อาทิ G20 เพื่อโหมกระแสกล่าวอ้างเรื่องความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจและภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่มาตรการกีดกันทางการค้าและการปิดล้อมประเทศจีน ซึ่งพวกเราขอแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างแข็งกร้าว"
ทางด้าน นายพาน กงเฉิง (Pan Gongsheng) ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (PBOC) ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า การขยายตัวของมาตรการกีดกันทางการค้า การกล่าวอ้างประเด็นความมั่นคงแห่งชาติเกินขอบเขต ตลอดจนสภาวะความไม่แน่นอนของนโยบาย ถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ซ้ำเติมความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกให้ย่อยยับลง พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มประเทศที่ขาดดุลการค้าเร่งลดการขาดดุลทางการคลังและยกระดับอัตราการออม ขณะเดียวกันกลุ่มประเทศที่ได้ดุลการค้าควรเร่งส่งเสริมการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศอย่างเหมาะสม
สดเดือดสงครามเงินอุดหนุนอุตสาหกรรม EV
เครื่องยนต์การส่งออกอันทรงพลังของประเทศจีน (China) ยังคงเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งหลักในสายสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐฯ (US) โดยประเทศจีน (China) สามารถสร้างสถิติดุลการค้าสูงถึง 1.20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 คิดเป็นอัตราขยายตัวพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ขาดดุลการค้าต่อประเทศจีนเป็นมูลค่าประมาณ 2.00 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลจากสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจแห่งสหรัฐฯ (Bureau of Economic Analysis)
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ได้ย้ำคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อประเทศจีนอีกครั้งเมื่อวันพุธ ในระหว่างการเข้าร่วมงานของสมาคมเศรษฐศาสตร์ชาร์ล็อตต์ (Charlotte Economics Club) ณ รัฐนอร์ทแคโรไลนา (North Carolina) โดยกล่าวหาว่า นโยบายของทางการกรุงปักกิ่งกำลังกดดันอุปสงค์ภายในประเทศและพึ่งพาการส่งออกเพื่อสร้างการเติบโต พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่าประมาณร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ ดีพี (GDP) ของจีน ถูกอัดฉีดเข้าสู่ "การอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม" โดยได้ระบุชื่อบริษัท บีวายดี (BYD Co.) ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลประโยชน์
"มีใครในที่นี้เคยเห็นรถยนต์ของ BYD บ้างไหม" นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) กล่าว "มันคือรถยนต์ราคา 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ดีที่สุดเท่าที่เงิน 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะสามารถซื้อได้ เพราะมันได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากรัฐอย่างหนักหน่วง"
อย่างไรก็ตาม รายงานบทวิเคราะห์จาก สถาบันโรเดียมกรุ๊ป (Rhodium Group) ที่เผยแพร่เมื่อช่วงต้นปี ชี้ให้เห็นว่า เงินอุดหนุนโดยตรงจากรัฐบาลที่ส่งถึงบริษัท บีวายดี (BYD Co.) คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 292 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 5 ของส่วนต่างต้นทุนจำนวน 4,700 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท เทสลา (Tesla) ในประเทศจีน โดยปัจจัยหลักที่ทำให้บีวายดีมีต้นทุนที่ต่ำกว่า มาจากการที่บริษัทสามารถผลิตชิ้นส่วนประกอบได้เองภายในห่วงโซ่อุปทาน (Vertical integration) ตลอดจนขนาดของกำลังการผลิตที่สูงมหาศาล (Economies of scale)
ทางด้านทางการประเทศจีน (China) ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากประเทศสหรัฐฯ (US) และกลุ่มชาติพันธมิตรที่ระบุว่า ประเทศจีนสร้างสถิติดุลการค้าผ่านการสนับสนุนที่ไม่เป็นธรรมจากรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์จีนได้เผยแพร่สมุดปกขาว (White paper) เมื่อเดือนกรกฎาคม ในหัวข้อ "จุดยืนของจีนต่อประเด็นความห่วงใยเรื่องภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน" โดยชี้ให้เห็นว่า ทั้งประเทศสหรัฐฯ (US) และสหภาพยุโรป (EU) ต่างมีการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่อุตสาหกรรมภายในประเทศเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
"การกล่าวหาประเทศจีนในประเด็น 'การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม' และ 'นโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด' ถือเป็นกรณีตัวอย่างคลาสสิกของการใช้ 'มาตรฐานสองหัว' และเป็นสภาวะความไม่เป็นธรรมที่แท้จริง" สมุดปกขาวแห่งประเทศจีนระบุสรุปทิ้งท้าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-03/china-us-spat-at-g20-largely-came-down-to-dispute-over-one-word?srnd=homepage-asia