ปูตินเผชิญโจทย์ยากงบสงครามดันเศรษฐีรัสเซียส่อถอย
ปูตินเผชิญโจทย์ยาก หลังทีมเศรษฐกิจเตือนงบสงครามยูเครนดันเศรษฐีรัสเซียส่อถดถอย
2-6-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลรัสเซียได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ว่า ค่าใช้จ่ายในสงครามยูเครน (Ukraine) กำลังอยู่ในเส้นทางที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่รุนแรงที่สุดของการเกิดรอยร้าวและความเป็นปฏิปักษ์ภายในกรุงมอสโก (Moscow) นับตั้งแต่การบุกโจมตีเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้น
ตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ที่อ้างอิงแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดและเอกสารภายใน ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในกระทรวงการคลังและธนาคารกลางของรัสเซียได้ให้คำแนะนำแก่ทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ว่า ระดับของรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศตามที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน กำลังสร้างความเสี่ยงให้กับการขาดดุลงบประมาณ (budget deficit) ของรัฐบาลที่จะขยายตัวกว้างขึ้นอย่างอันตราย โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับสถานะทางเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ได้เสนอให้มีการตัดลดรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศรอบใหม่ เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่กำลังตึงตัว หากไม่มีการค้นหาประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
ทว่า ความแตกแยกในกลุ่มผู้กำหนดนโยบายได้ปรากฏขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมและบางส่วนในทำเนียบเครมลิน ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเป้าหมายสงครามของปูติน ได้ยืนกรานที่จะปกป้องรายจ่ายทางการทหาร โดยให้เหตุผลว่า การปรับลดงบประมาณดังกล่าวจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีภาคธุรกิจจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาสัญญาจ้างที่เกี่ยวข้องกับการทหาร
แหล่งข่าวระบุว่า ปูตินได้ขอให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังไปค้นหาแนวทางการปรับลดงบประมาณในส่วนอื่น ๆ ก่อนที่จะมุ่งเป้ามายังงบด้านการป้องกันประเทศ โดยผู้ให้ข้อมูลทั้งหมดได้รับการปกปิดตัวตนเนื่องจากเป็นการหารือประเด็นที่มีความกังวลสูงและยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่นายดมิทรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็นในทันที
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซียสองรายเปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมไม่เพียงแต่จะต่อต้านการตัดลดงบประมาณเท่านั้น แต่ยังได้เรียกร้องเงินทุนเพิ่มเติม โดยระบุว่ารายจ่ายทางการทหารจำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยภาวะเงินขาดมือที่สูงถึง 3 ล้านล้านรูเบิล (ประมาณ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีนี้ อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวกล่าวว่าประธานาธิบดีรับทราบถึงแรงกดดันด้านงบประมาณทั้งในปีที่ผ่านมาและปีนี้ ดังนั้นความท้าทายดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งเหนือความคาดหมาย โดยขนาดของการตัดลดงบประมาณจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของปูตินแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากไม่มีการตัดสินใจด้านงบประมาณครั้งใหญ่ใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับการอนุมัติจากเขา ซึ่งถือเป็นกฎเหล็กขั้นเด็ดขาด
ในช่วงที่มีการร่างงบประมาณปี 2026 เจ้าหน้าที่ต่างตระหนักดีว่าอาจเกิดช่องว่างทางการเงินราว 1.2 ล้านล้านถึง 1.5 ล้านล้านรูเบิลในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเป็นเงินที่อาจจำเป็นต้องใช้ในภาคการป้องกันประเทศ โดยในเวลานั้น แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลรัสเซียระบุว่า มีความหวังว่าสงครามในยูเครนจะยุติลงภายหลังการประชุมสุดยอดที่รัฐอลาสกา (Alaska) เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ระหว่างปูตินและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้การลดรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผล
การพิจารณาดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในช่วงก่อนและหลังการเริ่มต้นของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลในประเทศอิหร่าน (Iran) และยังคงเป็นประเด็นที่มีการอภิปรายอย่างจริงจังในกลุ่มผู้กำหนดนโยบายระดับสูงและปูติน ซึ่งการหารือนี้เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจและการเงินของรัสเซียต้องเผชิญกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในปีที่ 5 ของการบุกโจมตีเต็มรูปแบบ และแสดงให้เห็นว่าปูตินกำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากในการรับมือกับคำเตือนภายในประเทศเกี่ยวกับผลกระทบของสงคราม
แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลรัสเซียกล่าวเสริมว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจากสงครามในอิหร่านจะไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา โดยราคาน้ำมันจะต้องยืนอยู่เหนือระดับ $100 ต่อบาร์เรลเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี เศรษฐกิจจึงจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผลกำไรที่เหนือความคาดหมายดังกล่าวก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโต อัตราเงินเฟ้อ (inflation) และภาคการธนาคารได้
ทั้งนี้ รายจ่ายด้านการป้องกันประเทศถูกคาดการณ์ว่าจะยังคงมีเสถียรภาพในวงกว้างภายใต้แผนงบประมาณระยะ 3 ปีของกระทรวงเศรษฐกิจลากยาวไปจนถึงปี 2028 โดยหลังจากที่เติบโตขึ้นราว 30% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพื่อสนับสนุนการขยายตัวอย่างมหาศาลของการผลิตอาวุธ ภาคส่วนที่ผูกติดกับคำสั่งซื้อของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัฐได้รับการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 4%-5% เท่านั้นในปี 2026
ปัจจุบัน รัสเซียกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังจากที่ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยกระทรวงเศรษฐกิจคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี (GDP) จะขยายตัวที่ระดับ 0.4% ในปี 2026 ซึ่งลดลงจากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.3% ขณะที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจได้หดตัวลงในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี
แนวโน้มที่แย่ลงนี้เกิดขึ้นแม้ว่าปูตินจะได้มีคำสั่งอย่างเปิดเผยเมื่อเดือนเมษายนให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลชี้แจงถึงสาเหตุที่เศรษฐกิจดำเนินไปได้ต่ำกว่าความคาดหมาย ซึ่งการยอมรับว่าเศรษฐกิจกำลังเผชิญปัญหานั้น ดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณถึงความหงุดหงิดของประธานาธิบดีที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะชะลอตัวได้
ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่า ช่องว่างงบประมาณของรัฐบาลได้ขยายตัวกว้างขึ้นเป็นประวัติการณ์แม้ว่าจะมีรายได้จากน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางก็ตาม โดยการขาดดุลในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวไปถึง 5.9 ล้านล้านรูเบิล หรือคิดเป็น 2.5% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าแผนงานทั้งปีอยู่ประมาณ 50%
กระนั้น งบประมาณของรัสเซียตกอยู่ในภาวะขาดดุลต่อเนื่องในแต่ละปีตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และสิ้นสุดปี 2025 ด้วยการขาดมือที่ระดับ 5.6 ล้านล้านรูเบิล แม้ว่ายอดขาดดุลจะยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 3.8% ของ GDP ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปีที่มีการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 เมื่อปี 2020 แต่เศรษฐกิจของรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักในปัจจุบันมีความเปราะบางมากขึ้น โดยมีเงินสำรองฉุกเฉินในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (National Wellbeing Fund) อยู่ต่ำกว่าระดับก่อนการบุกโจมตีถึงประมาณ 60%
งบประมาณฉบับปัจจุบันถูกร่างขึ้นบนสมมติฐานที่ค่อนข้างตึงตัว ได้แก่ การลดลงเล็กน้อยของการขาดดุลและการลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งเพื่อเป็นการรักษากรอบการคลังและปฏิบัติตามกฎงบประมาณ รัฐบาลจึงได้ปรับเพิ่มภาษีบางประเภทในปีนี้เพื่อพยายาม ปรับสมดุลของเศรษฐกิจในสภาวะสงครามที่ร้อนแรงเกินไป
อย่างไรก็ตาม ความหวังก่อนหน้านี้เกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกลับไม่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้รัฐบาลรัสเซียต้องตัดสินใจในขณะนี้ว่าจะจัดการกับการขาดดุลอย่างไร ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการตัดลดรายจ่ายหรือการจัดหาแหล่งรายได้ใหม่ โดยรัฐบาลมีมุมมองเชิงลบว่าราคาน้ำมันจะยังคงยืนอยู่ในระดับสูงต่อไป นอกจากนี้ ค่าเงินรูเบิลที่แข็งค่ายังซ้ำเติมปัญหาให้กับการเงินสาธารณะจากการส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการส่งออก
นายแอนตัน ซิลูอานอฟ (Anton Siluanov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวในบทสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมกับสื่อ คอมเมอร์ซันต์ (Kommersant) ว่า จำเป็นต้องมี "ความอดกลั้นในระดับหนึ่ง" สำหรับรายจ่ายสาธารณะ โดยเน้นย้ำว่าการป้องกันประเทศและภาระผูกพันทางสังคมของรัฐบาลถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับการใช้จ่าย พร้อมระบุว่า "เงินสำรองไม่ได้มีอยู่ไม่จำกัด ความอ่อนแอทางการเงินเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในโลก" และกล่าวเสริมว่า "เราจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของรายจ่ายงบประมาณ"
ข้อมูลของกระทรวงการคลังที่เผยแพร่เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมแสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเกือบ 16% จากปีก่อนหน้าในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน ขณะที่รายจ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐพุ่งสูงขึ้นถึง 41% โดยรัฐบาลได้ดึงเงินประมาณ 500 พันล้านรูเบิลออกมาจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติในช่วงสองเดือนแรกของปี เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรได้จำกัดรายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
นอกจากนี้ มีรายงานก่อนหน้านี้จากบลูมเบิร์กว่า รัสเซียกำลังพิจารณาจัดเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) กับผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์และธนาคารบางแห่งเพื่อช่วยอุดช่องว่างงบประมาณ ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นของกรุงมอสโกได้ประกาศปรับลดการจ้างงานและการลงทุนหลังจากรายได้จากงบประมาณเข้ามาต่ำกว่าความคาดหมายอย่างมาก
ปัญหาทางการเงินที่ถลำลึกของรัสเซียได้สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกรัฐสภาระดับสูงในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายวาเลรี การ์ตุง (Valery Gartung) ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองการแข่งขันทางการค้า ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าเขาใช้ถ้อยคำหยาบคายในระหว่างการระลึกถึงภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (hyperinflation) ที่เคยเผชิญหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
"เราจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้? พิมพ์เงินออกมาหรืออย่างไร? เหมือนในปี '92 ที่ราคาสินค้าพุ่งขึ้น 30% ในทุกสัปดาห์อย่างนั้นหรือ? เรารู้ดีว่านั่นไม่ใช่ทางออกของปัญหา" นายการ์ตุงกล่าวตั้งคำถามต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-06-01/russia-finance-officials-tell-putin-war-spending-is-unaffordable?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy