‘ทรัมป์’ ประกาศตัดเส้นเลือดใหญ่คิวบา
‘ทรัมป์’ ประกาศตัดเส้นเลือดใหญ่คิวบา สั่งระงับน้ำมัน–เงินทุนจากเวเนซุเอลา จี้เร่งทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ก่อนจะสายเกินไป
13-1-2026
Al Jazeera รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะไม่มีการส่งน้ำมันหรือเงินทุนจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ไปยังประเทศคิวบา (Cuba) อีกต่อไป พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์บนเกาะแห่งนี้เร่งทำข้อตกลงกับวอชิงตัน (Washington) ซึ่งเป็นการยกระดับการกดดันต่อศัตรูคู่อาฆาตที่ยืดเยื้อมานานของสหรัฐฯ
เวเนซุเอลาถือเป็นผู้จัดหาน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของคิวบา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการขนส่งล่าสุดระบุว่าไม่มีสินค้าถูกส่งออกจากท่าเรือของเวเนซุเอลาไปยังประเทศในแถบแคริบเบียน (Caribbean) นับตั้งแต่กองกำลังสหรัฐฯ บุกชิงตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) แห่งเวเนซุเอลา เมื่อวัน ที่ 3 มกราคม ท่ามกลางมาตรการปิดล้อมทางน้ำมันอย่างเข้มงวดต่อประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) แห่งนี้
“จะไม่มีน้ำมันหรือเงินส่งไปให้คิวบาอีกต่อไปเป็นศูนย์! ผมขอแนะนำอย่างจริงจังให้พวกเขาทำข้อตกลง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” ทรัมป์เขียนข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุเสริมว่า “คิวบาอยู่รอดมาได้หลายปีด้วยน้ำมันและเงินจำนวนมหาศาลจากเวเนซุเอลา”
แม้ทรัมป์จะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ "ข้อตกลง" ที่เขาเสนอ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้เริ่มใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวต่อคิวบามากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ทรัมป์ยังได้แชร์ข้อความบน Truth Social ที่เสนอแนะว่า นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อาจกลายเป็นประธานาธิบดีของคิวบาที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งทรัมป์ได้แสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ดังกล่าวว่า “ฟังดูดีสำหรับผม!”
ทางด้านประธานาธิบดี มิเกล ดิแอซ-คาเนล (Miguel Diaz-Canel) แห่งคิวบา ได้ปฏิเสธการข่มขู่ของทรัมป์ผ่านโพสต์บน X โดยระบุว่า “คิวบาเป็นประเทศที่เสรี เป็นอิสระ และมีอำนาจอธิปไตย ไม่มีใครสามารถบงการสิ่งที่เราทำได้ คิวบาไม่เคยโจมตีใคร แต่กลับถูกโจมตีจากสหรัฐฯ มาตลอด 66 ปี และคิวบาไม่เคยข่มขู่ใคร แต่เรามีการเตรียมความพร้อมและพร้อมจะปกป้องมาตุภูมิจนถึงหยดเลือดสุดท้าย”
ก่อนหน้านี้ นายบรูโน โรดริเกซ (Bruno Rodriguez) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา ยืนยันว่า “สิทธิและความยุติธรรมอยู่ข้างคิวบา” พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐฯ “ประพฤติตนเหมือนมหาอำนาจอาชญากรที่ขาดการควบคุม ซึ่งคุกคามสันติภาพและความมั่นคง ไม่ใช่แค่ในคิวบาและซีกโลกนี้ แต่รวมถึงทั่วทั้งโลก” นอกจากนี้ เขายังยืนยันว่าคิวบามีสิทธิ์ในการนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้ผลิตรายใดก็ได้ที่พร้อมส่งออก และปฏิเสธข้อหาที่ว่าคิวบาได้รับผลตอบแทนเป็นเงินหรือ "วัสดุ" อื่นๆ เพื่อแลกกับการให้บริการด้านความมั่นคงแก่ประเทศใดๆ
ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐฯ รัฐบาลฮาวานา (Havana) ได้พึ่งพาน้ำมันจากเวเนซุเอลาเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ทำไว้กับ ฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาผู้ล่วงลับ โดยแม้ว่าปริมาณการส่งออกจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากขีดความสามารถในการกลั่นน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลง แต่เวเนซุเอลายังคงเป็นผู้จัดหารายใหญ่ที่สุด โดยมีการส่งออกราว 26,500 บาร์เรลต่อวันในปีที่แล้ว ตามข้อมูลการติดตามเรือและเอกสารภายในของบริษัท PDVSA ของรัฐบาลเวเนซุเอลา
การขนส่งจากเวเนซุเอลานั้นครอบคลุมการขาดแคลนน้ำมันของคิวบาถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้คิวบายังพึ่งพาน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงนำเข้าจากประเทศเม็กซิโก (Mexico) ในปริมาณที่น้อยกว่า ซึ่งประธานาธิบดี คลาวเดีย เชนบอม (Claudia Sheinbaum) แห่งเม็กซิโก กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เม็กซิโกไม่ได้เพิ่มปริมาณการส่งออก แต่เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลา ทำให้เม็กซิโกกลายเป็น "ผู้จัดหาที่สำคัญ" ของคิวบาไปโดยปริยาย
อเลสซานโดร แรมปิเอตติ (Alessandro Rampietti) ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) รายงานจากเมืองกูกูตา (Cucuta) ในโคลอมเบีย (Colombia) ว่า แม้คิวบาจะมีท่าทีท้าทาย แต่ความจริงคือคิวบาอาจต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาแหล่งเชื้อเพลิงทดแทน เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยชีวิตประจำวันของชาวคิวบาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งการตัดไฟที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ การขาดแคลนสินค้า การผลิตภาคเกษตรที่ล้มเหลว และการท่องเที่ยวที่ซบเซา
เขาระบุเสริมว่าการที่สหรัฐฯ ตัดวงจรน้ำมันจากเวเนซุเอลาจะยิ่งทำให้สถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่แล้วแย่ลงไปอีก นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 ลำ ได้เคลื่อนกำลังจากแคริบเบียนไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งใกล้กับคิวบามากขึ้น สะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลต่อประเทศนี้
ในคิวบา ผู้อยู่อาศัยบางส่วนแสดงท่าทีไม่ยอมแพ้ ขณะที่บางส่วนยอมรับว่าประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการสูญเสียน้ำมันเวเนซุเอลา โดยมาเรีย เอเลนา ซาบินา (Maria Elena Sabina) ชาวเมืองคนหนึ่งระบุว่า รัฐบาลของดิแอซ-คาเนล จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วเพราะประชาชนเป็นผู้ที่ต้องทนทุกข์ ขณะที่ หลุยส์ อัลแบร์โต ฮิเมเนซ (Luis Alberto Jimenez) ชาวฮาวานาอีกคนหนึ่งยืนยันว่าเขาไม่เกรงกลัวต่อคำขู่ของทรัมป์ เนื่องจากชาวคิวบาได้รับการเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์
อีไล เบรเมอร์ (Eli Bremer) นักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกัน (Republican) กล่าวกับอัลจาซีราว่า ทรัมป์และมาร์โก รูบิโอ ได้แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในคิวบา เนื่องจากคิวบาเป็นเหมือน "หนามยอกอก" ของสหรัฐฯ ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งฟลอริดาเพียง 90 ไมล์ และเป็นพันธมิตรกับศัตรูของสหรัฐฯ มาโดยตลอด แม้ทรัมป์จะกล่าวว่าจะไม่มุ่งเน้นการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าเขาปรารถนาจะเห็นคิวบาที่เป็นอิสระเพื่อเป็นคู่ค้าและพันธมิตรของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แพตตี้ คัลเฮน (Patty Culhane) ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานจากวอชิงตัน D.C. ว่า แม้ทรัมป์จะข่มขู่คิวบา แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต้องการให้ประธานาธิบดีมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าประกันสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้น เธอระบุว่าทรัมป์ซึ่งเคยสัญญาว่าจะเน้นนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) แต่กลับสั่งบอมบ์ไปแล้วถึง 7 ประเทศ ทำให้เริ่มเกิดรอยร้าวในฐานเสียงของเขาเนื่องจากสิ่งที่ทำไม่ตรงกับที่เคยหาเสียงไว้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.io/mwrun6