สหรัฐฯ เลือกใช้ "หมัดเหล็ก" สยบรัฐคู่แข่งทั่วโลก
สหรัฐฯ เลือกใช้ "หมัดเหล็ก" สยบรัฐคู่แข่งทั่วโลก เปิดรายชื่อประเทศที่ตกเป็นเป้าโจมตีของ 'ทรัมป์' นับตั้งแต่คืนสู่อำนาจ จากตะวันออกกลางถึงละตินอเมริกา
3-3-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า แม้จะหาเสียงและให้คำมั่นในวาระที่สองว่าจะยุติบทบาทสหรัฐฯ (US) ใน “สงครามต่างประเทศที่ฟุ่มเฟือยและทำลายล้าง” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กลับเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน (Iran) เพียงหนึ่งปีกว่าๆ หลังกลับเข้ารับตำแหน่งอีกครั้ง การโจมตีอิหร่านที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการหันกลับมาใช้อำนาจทางทหารอย่างแข็งกร้าว เพื่อ “ลงโทษ” และบีบให้รัฐต่างชาติยอมรับเงื่อนไขของวอชิงตัน
ท่ามกลางความไม่เชื่อมั่นของสาธารณชนอเมริกันต่อสงครามนอกบ้าน รัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีรัฐบาลอิหร่านและเวเนซุเอลา (Venezuela) อย่างเปิดเผย และเพิ่มความรุนแรงของการโจมตี “ต่อต้านการก่อการร้าย” ในแอฟริกาและตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาพรวมการใช้อำนาจทหารของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์วาระสองขยายวงจากตะวันออกกลางไปจนถึงละตินอเมริกาและแอฟริกา
อิหร่าน: ศูนย์กลางสงคราม “เปลี่ยนระบอบ”
การโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล (Israel) ซึ่งเริ่มขึ้นเช้าวันเสาร์ตามเวลาเตหะราน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 201 คน ตามข้อมูลจากสภากาชาดอิหร่าน และจุดชนวนความหวั่นเกรงว่าความขัดแย้งจะลุกลามออกไปทั่วภูมิภาค ทรัมป์ประกาศว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็น “major combat operations” มุ่งเป้า “เปลี่ยนระบอบ” ในกรุงเตหะราน โดยมีขอบเขตกว้างกว่าการโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่เคยเล่นงานโครงการนิวเคลียร์อิหร่านแล้วครั้งหนึ่ง
การโจมตีเมื่อปี 2025 เกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านกำลังเจรจาทางการทูตกับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับครั้งนี้ เป้าหมายรวมถึงโรงงานนิวเคลียร์สำคัญอย่าง Fordow, Natanz และ Isfahan โดยทรัมป์อ้างว่าการโจมตีชุดนั้น “ทำลายขีดความสามารถนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก” และเกิดขึ้นขนานกับสงคราม 12 วันที่อิสราเอลเปิดฉากใส่อิหร่าน จนมีชาวอิหร่านเสียชีวิตมากกว่า 600 คน นักกฎหมายระหว่างประเทศจำนวนมากเห็นตรงกันว่าทั้งสองชุดการโจมตีของสหรัฐฯ ในอิหร่านเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากขาดอำนาจมอบหมายจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและไม่มีกรณีป้องกันตัวอย่างชัดเจน
เวเนซุเอลา: บอมบ์การากัส–ลักพาตัวมาดูโร
ในเดือนมกราคม 2026 รัฐบาลทรัมป์เปิดปฏิบัติการโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นเป้าหมายสะสมความไม่พอใจของวอชิงตันมานาน ปฏิบัติการดังกล่าวรวมถึงการลอบโจมตีทางอากาศและการ “อุ้มตัว” ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ออกจากประเทศ รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลาระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 83 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเวเนซุเอลาและคิวบา (Cuba) รวมถึงพลเรือน
กรณีเวเนซุเอลาถูกมองเป็น “กรณีตัวอย่าง” ของยุทธศาสตร์ใหม่ที่ทรัมป์ใช้ คือโจมตีจากฟ้า โค่นผู้นำ แต่ปล่อยโครงสร้างรัฐเดิมให้ยังคงอยู่ บทสัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่อเมริกันและนักวิเคราะห์ระบุว่า หลังมาดูโรถูกนำตัวไปขึ้นศาลในสหรัฐฯ อำนาจการบริหารถูกถ่ายโอนไปยังประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ซึ่งยอมลงนามข้อตกลงให้สิทธิ์สหรัฐฯ ควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันขนาดมหึมาของเวเนซุเอลาในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน: “สงครามเรือ” ภายใต้ข้ออ้างปราบยาเสพติด
นับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้โจมตีเรือต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติดในลาตินอเมริกาและแคริบเบียนอย่างน้อย 45 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 151 คน ตามข้อมูลของกลุ่มติดตามปฏิบัติการทางอากาศ Airwars ฝ่ายทรัมป์และพันธมิตรมองว่านี่เป็นการ “ทำสงครามกับการค้ายาเสพติด” โดยการยกระดับเครือข่ายอาชญากรรมให้กลายเป็น “องค์กรก่อการร้ายต่างชาติ” และระบุว่าการลักลอบขนยาเสพติดเทียบได้กับ “การโจมตีด้วยอาวุธต่อสหรัฐฯ”
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหประชาชาติและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศปฏิเสธตรรกะดังกล่าว โดยระบุว่าการโจมตีเรือในทะเลเหล่านี้เป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (extrajudicial killings) ที่ลบเส้นแบ่งระหว่าง “กิจกรรมอาชญากรรม” และ “การขัดกันด้วยอาวุธ” ซึ่งเป็นการเปิดช่องอันตรายต่อระเบียบกฎหมายสากล
ไนจีเรีย: โจมตีภายใต้ธง “ปราบไอซิส–ปกป้องคริสเตียน”
ในทวีปแอฟริกา รัฐบาลทรัมป์เพิ่มความร่วมมือทางทหารกับรัฐบาลท้องถิ่นอย่างเข้มข้น โดยใช้กรอบ “ต่อต้านการก่อการร้าย” เป็นหลัก ในไนจีเรีย (Nigeria) สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหารราว 100 นายเข้าไปฝึกและสนับสนุนกองทัพไนจีเรีย พร้อมข่มขู่ว่าจะใช้กำลังโจมตี หากรัฐบาลไม่จัดการอย่างจริงจังกับสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คริสเตียน” โดยกลุ่มมุสลิม
เจ้าหน้าที่ไนจีเรียกลับโต้แย้งว่าคำกล่าวหาดังกล่าวซึ่งถูกใช้เป็นเหตุผลการโจมตี เป็นการบิดเบือนความขัดแย้งภายในที่ซับซ้อนและรุนแรงยืดเยื้อมานาน ให้กลายเป็นเรื่อง “การกดขี่คริสเตียน” เพียงมิติเดียว ในเดือนธันวาคม 2025 ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตี “ทรงอานุภาพและรุนแรง” ต่อเป้าหมายที่เขาอ้างว่าเป็นสมาชิกเครือข่ายไอเอส (ISIL/ISIS) ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของไนจีเรีย โดยอ้างว่าทำงานร่วมกับรัฐบาลไนจีเรีย แม้ผู้เชี่ยวชาญจะตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วเป้าหมายที่ถูกโจมตีมีส่วนเกี่ยวข้องกับไอเอสมากน้อยเพียงใด เพราะกลุ่มดังกล่าวไม่เป็นที่รู้จักว่ามีกองกำลังในภูมิภาคนั้น
โซมาเลีย: จำนวนการโจมตีแซงสามยุครัฐบาลรวมกัน
ในโซมาเลีย (Somalia) สหรัฐฯ เคยมีบทบาททางทหารยาวนานในการสนับสนุนรัฐบาลปราบกลุ่มติดอาวุธอย่างอัล‑ชาบับ (al‑Shabab) และเครือข่ายไอเอสระดับภูมิภาคอยู่แล้ว แต่ในยุคทรัมป์วาระสอง การโจมตีทางอากาศถูกเร่งระดับขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยมูลนิธิ New America ระบุว่าเฉพาะปี 2025 ปีเดียว สหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีอย่างน้อย 111 ครั้ง ซึ่งเกินจำนวนการโจมตีรวมของยุครัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) บารัค โอบามา (Barack Obama) และโจ ไบเดน (Joe Biden) รวมกันเสียอีก นักสิทธิมนุษยชนเตือนว่าความถี่การโจมตีที่สูงขึ้นเสี่ยงเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตพลเรือนและเร่งวงจรการตอบโต้ของกลุ่มติดอาวุธ
เยเมน: โจมตีฮูซี–พลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก
ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2025 สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีด้วยเรือรบและเครื่องบินรบต่อกลุ่มฮูซี (Houthis) ในเยเมน (Yemen) ซึ่งใช้การโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงเป็นเครื่องกดดันอิสราเอลให้ยุติปฏิบัติการในฉนวนกาซา (Gaza) ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าข่ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รายงานของ Human Rights Watch เมื่อเดือนมิถุนายนระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ใส่ท่าเรือราส อิซา (Ras Isa) ในจังหวัดฮูเดดา (Hodeidah) เดือนเมษายน 2025 ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 80 คน และเรียกร้องให้มีการสอบสวนในฐานะอาจเป็นอาชญากรรมสงคราม ก่อนที่การหยุดยิงภายใต้การไกล่เกลี่ยของโอมาน (Oman) จะมีผลในเดือนพฤษภาคม
ซีเรีย: โจมตีตอบโต้เหตุสังหารทหารสหรัฐฯ
ในซีเรีย (Syria) สหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีเป้าหมายไอเอสในเดือนธันวาคม 2025 ภายหลังเกิดเหตุโจมตีในเมืองพัลไมรา (Palmyra) ที่คร่าชีวิตทหารสหรัฐฯ สองนายและล่ามหนึ่งคน ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ กำลัง “ลงโทษอย่างสาสม” ต่อผู้รับผิดชอบ ขณะที่รัฐบาลซีเรียระบุว่า ผู้ลงมือคือพนักงานฝ่ายความมั่นคงของรัฐที่มีแนวคิดหัวรุนแรงและกำลังจะถูกไล่ออกจากตำแหน่งอยู่แล้ว กรณีนี้ยิ่งเพิ่มข้อกังขาเรื่องอาณาเขตของอำนาจสหรัฐฯ ในการโจมตีตอบโต้ในดินแดนของรัฐอธิปไตยอื่น
อิรัก: ลอบสังหารแกนนำไอเอสระดับสูง
ในอิรัก (Iraq) ทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ว่าสหรัฐฯ ได้สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของไอเอสในจังหวัดอัล‑อันบาร์ (al‑Anbar) โดยมีรายงานว่า อับดุลลอฮ์ “อบู คอเดจาห์” มัลลี มุสลิห์ อัล‑ริไฟ (Abdallah “Abu Khadijah” Malli Muslih al‑Rifai) ซึ่งเป็นหมายเลขสองของกลุ่ม และสมาชิกอีกหนึ่งรายเสียชีวิตในการโจมตี ทรัมป์โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ชีวิตอันน่าเวทนาของเขาจบลงแล้ว พร้อมสมาชิกอีกหนึ่งคนของ ISIS ด้วยความร่วมมือจากรัฐบาลอิรักและรัฐบาลเขตกึ่งปกครองตนเองเคิร์ด” พร้อมปิดท้ายด้วยสโลแกน “PEACE THROUGH STRENGTH!”
โดยภาพรวมแล้ว การกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในวาระที่สองของทรัมป์สะท้อนการเบี่ยงทิศนโยบายจากคำสัญญา “เลิกสงคราม” ไปสู่การใช้อำนาจทหารเชิงรุกในหลายภูมิภาค ตั้งแต่ตะวันออกกลาง แอฟริกา จนถึงละตินอเมริกา โดยใช้กรอบทั้ง “ต่อต้านการก่อการร้าย” “ปราบยาเสพติด” และ “ปกป้องคริสเตียน” เป็นเหตุผลครอบ การเคลื่อนไหวเหล่านี้กำลังจุดกระแสถกเถียงอย่างดุเดือดว่า สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์กำลังยิ่งห่างไกลจากกรอบกฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศที่ตนเองเคยเรียกร้องให้คนอื่นปฏิบัติตามมากขึ้นเพียงใด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/a2qela