ทรัมป์เยือนจีนในสภาวะ ‘ถูกมัดมือชก’
ทรัมป์เยือนจีนในสภาวะ ‘ถูกมัดมือชก’ เมื่ออำนาจภาษีล่ม ส่งผล ‘สี จิ้นผิง’ ถือไพ่เหนือกว่าในทุกมิติการเจรจา
2-3-2026
Asia Times รายงานว่า แผนการเยือนกรุงปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม–2 เมษายน ซึ่งจะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017 กำลัง “ลดความสำคัญลงทุกวัน” หลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยตัดอำนาจการใช้ภาษีในรูปแบบเดิมของทรัมป์ ทำให้เขาต้องเดินทางไปจีนในสภาพ “มีอาวุธเพียงครึ่งเดียว” และต้องการดีลการค้ามากกว่าที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ต้องการเสียอีก
เดิมที ทริปปักกิ่งถูกมองว่าเป็นเวที “Art of the Deal” รอบใหญ่ หลังสีสามารถ “ถ่วงเวลา” การเจรจามาตั้งแต่เมษายน 2025 แต่เมื่อศาลฎีกาตัดสินให้ภาษีที่ทรัมป์ใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นโมฆะ ภาพเกมเปลี่ยนทันที อาวุธสงครามภาษีที่ทรัมป์ใช้ข่มทั้งมิตรและศัตรูถูกทำให้ใช้ต่อไม่ได้ในรูปแบบเดิม แม้เขาพยายาม “พลิกเกม” มาพูดถึงภาษีนำเข้าทั่วหน้าระดับ 10–15% แทนก็ตาม
จงหยวน โจว หลิว (Zongyuan Zoe Liu) นักวิเคราะห์จาก Council on Foreign Relations ระบุว่า คำตัดสินของศาล “ทำให้ต้องเขียนหนังสือนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของทำเนียบขาวใหม่ทั้งเล่ม” เพราะศาลระบุว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจเก็บภาษีนำเข้าแบบที่ทรัมป์ใช้ ผลคืออำนาจด้านการค้าของประธานาธิบดีถูกตีกรอบมากขึ้น ต้องพึ่งกระบวนการในสภาและกลไกตามกฎหมายการค้าเดิมมากขึ้น
หลิวมองว่า นี่จะเป็น “พาราด็อกซ์” ในระยะต่อไปของความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน คือสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจมากมาย แต่การจะใช้งานต้องใช้ “ฉันทามติ–ขั้นตอน–เวลา” มากกว่าเดิม เธอสรุปว่า คำตัดสินไม่ได้ยุติสงครามภาษี แต่ “ทำให้มันถูกทำให้เป็นระบบมากขึ้น” จากเดิมที่เป็นการประลองแบบเฉพาะหน้า กลายเป็น “เวทีแข่งขันที่มีกติกาและสถาปัตยกรรมทางกฎหมายกำกับ”
จุดอ่อนคือ ทั้ง “การรอคอย” และ “จุกจิกเชิงนโยบาย” ล้วนไม่ใช่จุดแข็งของทรัมป์ ทำให้จีนมีข้อได้เปรียบเพิ่มขึ้น เพย์น กริฟฟิน อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่าภูมิทัศน์ภาษี “ซับซ้อนขึ้นมาก” ขณะที่เอ็ด บรืยต์วา (Ed Brzytwa) จาก Consumer Technology Association ชี้ว่า การที่ทรัมป์หันไปใช้มาตรา 301 ในกฎหมายการค้า หรือหันมาอิงมาตรา 201/122 เพื่อตั้งภาษีทั่วไป หมายถึงต้องผ่านขั้นตอนที่มี “ราวกันตก” มากขึ้น มีความโปร่งใสสูงขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ข้อมูลและให้การต่อสาธารณะ ซึ่งต่างจากการออกคำสั่งแบบเฉียบพลันในยุคภาษีภายใต้ IEEPA
ผลคือ เครื่องมือภาษีกลายเป็น “อาวุธที่ใช้ได้ช้าลงและเสียงดังน้อยลง” ในขณะที่ทรัมป์กำลังจะบินไปปักกิ่ง
ภาษีเสียคะแนนเสียง–แต้มต่อของปักกิ่ง
ขณะที่อาวุธภาษีถูกตีกรอบ น้ำหนักทางการเมืองภายในประเทศก็ไม่เข้าข้างทรัมป์ โพลของ ABC News/IPSOS ระบุว่า 64% ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับภาษีของทรัมป์ ดาน แอนโทนี (Dan Anthony) ผู้อำนวยการกลุ่ม We Pay the Tariffs ซึ่งเป็นตัวแทนธุรกิจขนาดเล็ก ระบุว่าทุกโพลชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ชอบภาษีและราคาสินค้าที่สูงขึ้น” และเตือนว่าสภาคองเกรสจะถูกประชาชนตัดสินจากการตอบสนองต่อมาตรการที่ไม่เป็นที่นิยมนี้ ไม่ใช่จากคำอธิบายของประธานาธิบดี
มีการประเมินว่าภาษีดังกล่าวทำให้ครัวเรือนอเมริกันต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มราว 1,700 ดอลลาร์ต่อปีในปี 2025 จน เจบี พริตซ์เกอร์ (JB Pritzker) ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ถึงขั้นส่ง “ใบแจ้งหนี้” ไปยังทรัมป์ เรียกร้องเงินคืนจำนวนดังกล่าวให้ครัวเรือนในรัฐของตน
ในมุมมหภาค ภาษีก็ไม่ได้ทำให้จีนถดถอยลงตามที่ทรัมป์อ้าง จีนยังทำสถิติ “ดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ” มูลค่าราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ แม้อยู่ภายใต้ภาษี ขณะที่ภาษีกลับเร่งเงินเฟ้อในสหรัฐฯ สร้างความผันผวนในตลาดและกดดันการจ้างงาน สิ่งนี้ทำให้สีมองเห็นว่าทรัมป์ “ต้องการดีลมากกว่า” เพื่ออธิบายกับฐานเสียง MAGA ว่าเจ็บปวดที่ผ่านมาคุ้มค่า
โพล–ต้นทุนครัวเรือน–ตัวเลขการค้า ล้วนทำให้ความเป็นไปได้ของการลงเอยด้วย “ข้อตกลงการค้าเสรีแบบชื่อเท่านั้น” เพิ่มสูงขึ้น ไม่ใช่ “ดีลใหญ่” ที่เอื้อสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่อาจเป็นดีลเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยให้ทำเนียบขาวประกาศชัยชนะได้ ในขณะที่ปักกิ่งยอม nhượngในสาระจริงน้อยมาก
พันธมิตรหันหาปักกิ่ง–สหรัฐฯ ถอยจากศูนย์กลางการค้าโลก
อีกปัจจัยที่บั่นทอนอำนาจต่อรองของทรัมป์คือ ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะ “คู่ค้า” ที่ไม่น่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตร ทรัมป์ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันไม่เพียงจีน แต่รวมถึงแคนาดา เม็กซิโก และแม้แต่เดนมาร์กซึ่งเป็นพันธมิตรนาโต ถูกขู่ขึ้นภาษีภายใต้กรอบ “ความมั่นคง” จนทำให้หลายประเทศมองปักกิ่งเป็น “พาร์ตเนอร์เศรษฐกิจที่คาดเดาได้มากกว่า” ในบางมิติ
กระแส “หันหน้าเข้าหาจีน” เห็นได้จากการที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) เดินทางเยือนปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของผู้นำอังกฤษตั้งแต่ปี 2018 ตามมาด้วยการเยือนจีนของนายกฯ แคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) และนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช เมิร์ตซ์ (Friedrich Merz) รวมถึงผู้นำฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และชาติเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ที่ต่างเข้าแถวพบสีต่อเนื่อง
ท่ามกลางภาพลักษณ์ว่า “อเมริกาขายตัวเองไม่ออก” แต่ “โลกหันเข้าหาจีน” ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการขู่ตั้งภาษี 100% ต่อแคนาดาหากไม่ลดดีลกับจีน และขู่ขึ้นภาษีกับเกาหลีใต้พันธมิตรใกล้ชิดอีกครั้ง ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพสหรัฐฯ ในสายตาพันธมิตรว่าเป็นคู่ค้าที่เปลี่ยนกติกาได้ตลอดเวลา
ในเวลาเดียวกัน สหภาพยุโรปและอินเดียได้ลงนามข้อตกลงการค้าที่เจรจากันมานานเกือบ 20 ปี เพียงสองสัปดาห์หลังจากอียูปิดดีลการค้ากับกลุ่ม Mercosur (บราซิล–อาร์เจนตินา ฯลฯ) ที่ค้างมานานถึง 25 ปี
สกอตต์ ลินซิโคม (Scott Lincicome) นักเศรษฐศาสตร์จาก Cato Institute เตือนว่า “การถอยออกจากเศรษฐกิจโลกของสหรัฐฯ จะทำให้อเมริกามีอิทธิพลน้อยลง เปราะบางมากขึ้น และยากจนลงในระยะยาว” ขณะที่ประเทศอื่นๆ เดินหน้าความตกลงการค้าใหม่และตั้งมาตรฐานกฎเกมเอง เขาชี้ว่า สัดส่วนการค้าสินค้าทั่วโลก (นำเข้า+ส่งออก) ของสหรัฐฯ ในไตรมาสสามที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำสุดสำหรับไตรมาสเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2014 และการลดลงจากปี 2024 มีขนาดมากกว่าการลดลงรวมทั้งช่วง 2015–2024 รวมกัน
Boston Consulting Group ประเมินว่า หากแนวนโยบายการค้าของทรัมป์เดินหน้าต่อ สัดส่วนการค้าโลกของสหรัฐฯ จะลดจาก 12% ในปี 2024 เหลือ 9% ภายในปี 2034
แรงสั่นไหวจากตลาด AI–หนี้สาธารณะ–สัญญาณซ้ำรอยวิกฤตเก่า
จังหวะคำตัดสินศาลยังมาทับกับช่วงที่ “เรื่องเล่า AI” ในตลาดหุ้นเริ่มมีอาการสั่นคลอน จิม โอนีล อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ชี้ว่า ข้อมูล GDP ที่แท้จริงในครึ่งหลังปี 2025 แสดงให้เห็นการลงทุนภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นแรงในภาคธุรกิจที่เป็นแกนของกระแส AI แต่ในขณะเดียวกัน แนวโน้มการจ้างงานอ่อนลง และการบริโภคเริ่มชะลอ
โอนีลซึ่งปัจจุบันอยู่กับ Chicago Council on Global Affairs เตือนว่า แม้ในทางคณิตศาสตร์สิ่งนี้จะผลักดันผลิตภาพ (productivity) สูงขึ้น แต่หาก “อารมณ์ตลาด” ที่เริ่มระแวง AI equities ยังดำเนินต่อไป การลงทุนอาจชะลอลง ซึ่งจะยิ่งทำให้ความไม่มี “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ปะติดปะต่อ” ของรัฐบาลทรัมป์เป็นที่ประจักษ์มากขึ้น
ด้านตลาดการเงิน มีเสียงเตือนจากบางส่วนในวอลล์สตรีทว่า ความเปราะบางในตลาดสินเชื่อบางเซกเตอร์เริ่มคล้าย “เงา” ของวิกฤตซับไพรม์ 2007–2008 เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอ JPMorgan ระบุว่า “น่าเสียดายที่ผมเห็นอะไรหลายอย่างคล้ายกับปี 2005–2007 น้ำขึ้นยกเรือทุกลำ ทุกคนทำเงินได้มาก” แม้ JPMorgan จะไม่หันไปปล่อยกู้เสี่ยงเพื่อดันรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) แต่เขาบอกว่า “เห็นคนบางกลุ่มทำเรื่องโง่ๆ เพื่อสร้าง NII” ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมไล่กำไรในช่วงท้ายวัฏจักรเครดิต
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบริบทที่หนี้สาธารณะสหรัฐฯ กำลังวิ่งเข้าใกล้ระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ราว 683,000 ล้านดอลลาร์ เป็นผู้ถือรายใหญ่อันดับสองรองจากญี่ปุ่น ทำให้ปักกิ่งมี “อำนาจต่อรองทางการเงิน” ในช่วงที่ศาลสูงเพิ่ง “มัดมือ” ทรัมป์ด้านเครื่องมือการค้าบางส่วนพอดี
ตัวแปรไต้หวัน–ดีลเพื่อหน้า–แต้มต่อในปักกิ่ง
ปัจจัยสำคัญอีกตัวคือไต้หวัน สีจิ้นผิงบอกทรัมป์ทางโทรศัพท์เมื่อต้นเดือนว่าประเด็นไต้หวันคือ “ปัจจัยที่สำคัญที่สุด” ในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีน การอ้างสิทธิ์เหนือไต้หวันมีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าดีลการค้าใดๆ รวมถึงการซื้อสินค้าเกษตรหรือพลังงานจากสหรัฐฯ
มินซิ้น เป่ย (Minxin Pei) จาก Claremont McKenna College ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่า สีอาจ “พร้อมให้ดีลเชิงพาณิชย์ที่ดีกว่า” แก่ทรัมป์ หากแลกกับ “ถ้อยแถลงเชิงเอื้อจีน” เรื่องไต้หวัน ไม่ว่าจะในรูปแบบถ้อยคำก้ำกึ่งหรือสัญญาณที่ตีความได้ว่า วอชิงตันยอมลดระดับการหนุนไทเปในบางมิติ
ภาพรวมทำให้บทความสรุปว่า ทริปปักกิ่งครั้งนี้ “มีแง่มุมของความหวาดหวั่นมากกว่าความมีชัย” สำหรับทรัมป์และทีมงาน ด้วยเงื่อนไขภายในประเทศที่บีบคั้น อาวุธภาษีถูกตีกรอบ พันธมิตรหันไปหาจีน และเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากบูม AI ที่เปราะบาง ขณะที่จีนมีเวลาและแต้มต่อในมือมากกว่าในการรอให้ผู้นำสหรัฐฯ ที่กำลัง “ต้องการดีลอย่างหนัก” เดินทางมาหาถึงปักกิ่งเอง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/trump-will-make-china-trip-with-one-arm-tied-behind-his-back/