.
สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน–โค่นเวเนซุเอลา เกมรุกอเมริกา เพื่อโดดเดี่ยวจีนและรัสเซียบนเวทีโลก?
2-3-2026
Newsweek รายงาน นักวิเคราะห์กล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน (Iran) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของสหรัฐฯ (US) ซึ่งแผ่ขยายอิทธิพลเกินกว่าภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างแรงกดดันต่อจีน (China) ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์หลักในระดับโลก
ปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างอิสราเอล (Israel) ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันเสาร์ ถือเป็นครั้งที่สองในรอบสามเดือนที่สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการทางทหารต่อประเทศพันธมิตรที่ร่ำรวยน้ำมันของจีน (China) หลังจากที่ได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา (Venezuela) เมื่อต้นปีที่ผ่านมาจนนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลในพื้นที่ ทั้งเวเนซุเอลาและอิหร่านต่างเป็นมิตรใกล้ชิดและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งป้อนน้ำมันดิบในราคาและเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์แก่ปักกิ่ง (Beijing) มาโดยตลอด
สหรัฐฯ มองว่าจีน (China) คือคู่แข่งหลักระดับสากล โดยศักยภาพทางอุตสาหกรรมอันมหาศาลและการเร่งเสริมสร้างแสนยานุภาพทางเรืออย่างรวดเร็วของจีน กำลังอยู่ในจุดที่อาจท้าทายอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิกและอิทธิพลในระดับโลก ขณะที่กองทัพจีนเองก็ได้ดำเนินกิจกรรมทางทหารที่ก้าวร้าวมากขึ้นในการปิดล้อมไต้หวัน (Taiwan) ซึ่งสร้างความกังวลว่าจะเกิดการบุกรุกในอนาคต
มาดี คัปปารอฟ (Madi Kapparov) นักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยจากศูนย์การป้องกันยุทธศาสตร์และข้อมูล (Centre for Information Defence and Strategies) ในกรุงลอนดอน (London) วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการในอิหร่าน (Iran) และเวเนซุเอลา (Venezuela) มีปัจจัยที่มากกว่าแค่การเมืองท้องถิ่นหรือระดับภูมิภาค โดยระบุว่า "เป้าหมายหลักคือการตัดช่องทางการเข้าถึงแหล่งน้ำมันราคาถูกของจีน" การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากอิหร่านถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อกองทัพจีนที่จำเป็นต้องใช้เบนซินและดีเซลในการปฏิบัติการ แม้จีนจะลงทุนมหาศาลในโรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังงานหมุนเวียน แต่คัปปารอฟเน้นย้ำว่า "กองทัพไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยถ่านหินหรือพลังงานสะอาด"
เป็นเวลานับสิบปีที่ปักกิ่ง (Beijing) สามารถกดราคาน้ำมันที่ซื้อจากอิหร่าน (Iran) เนื่องจากอิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากมาตรการคว่ำบาตรระดับสากลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ เคพเลอร์ (Kpler) ระบุว่าในปี 2025 จีนซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านมากกว่าร้อยละ 80 แม้ตัวเลขการนำเข้าจะมีความผันผวนเนื่องจากกรมศุลกากรจีนหยุดรายงานข้อมูลตั้งแต่ปี 2022 แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ประเมินว่าน้ำมันดิบร้อยละ 13 ของจีนที่ขนส่งทางทะเลมาจากอิหร่าน ผ่านกระบวนการลับเช่นการถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือกลางทะเลนอกชายฝั่งมาเลเซีย (Malaysia) การสูญเสียแหล่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาที่เคยป้อนความต้องการร้อยละ 4 และการสูญเสียแหล่งน้ำมันจากอิหร่านในขณะนี้ ทำให้ความหวังของจีนที่จะหาแหล่งทดแทนพลังงานต้องพังทลายลง แม้จีนจะซื้อน้ำมันจากรัสเซีย (Russia) แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ทันทีเนื่องจากน้ำมันรัสเซียอาจต้องใช้กระบวนการกลั่นที่แตกต่างกัน
รอส แบ็บเบจ (Ross Babbage) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สตราทีจิก ฟอรัม (Strategic Forum) และนักวิชาการจากศูนย์ยุทธศาสตร์และงบประมาณ (CSBA) ในวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, D.C.) ให้ความเห็นว่าเหตุการณ์ในอิหร่านคือส่วนหนึ่งของ "ทฤษฎีโดมิโน" ของขั้วอำนาจนิยม การล่มสลายของ อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี (Ayatollah Khamenei) สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ในการทลายฐานที่มั่นของระบอบอำนาจนิยม เพื่อบีบให้รัฐพันธมิตรของปักกิ่งและมอสโก (Moscow) เปลี่ยนท่าทีจากพันธมิตรมาเป็นกลาง หรือหันมาเข้ากับขั้วตะวันตกแทน
ขณะที่ปฏิกิริยาจากปักกิ่งยังคงอยู่ในความสงบ โดยสำนักข่าวซินหัว (Xinhua) รายงานเพียงการเสียชีวิตของหัวหน้าหน่วยข่าวกรองตำรวจอิหร่าน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนทำเพียงแค่ประท้วงการเสียชีวิตของ คาเมเนอี (Khamenei) และออกคำแนะนำให้พลเมืองเดินทางออกจากอิหร่าน พร้อมเรียกร้องไม่ให้สหรัฐฯ ยกระดับสถานการณ์
ท้ายที่สุด แบ็บเบจวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ในอิหร่านและเวเนซุเอลาได้สร้างคำถามสำคัญถึงความเชื่อมั่นในความเป็น "พันธมิตร" ของจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเมื่อสถานการณ์ถึงจุดวิกฤต ทั้งสองมหาอำนาจกลับไม่สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพันธมิตรของตนได้เลย นอกจากนี้ แบ็บเบจยังคาดการณ์ว่า คิวบา (Cuba) อาจเป็นเป้าหมายถัดไปที่ระบอบปกครองจะล่มสลายภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/trumps-iran-strike-is-a-bigger-play-that-also-cuts-at-china-11600683