.
ทรัมป์ดันสหรัฐฯ สู่ “ยุคอำนาจทหาร เหนือกฎหมาย” เริ่มจัดระเบียบโลกใหม่ผ่านการโจมตี–โค่นผู้นำต่างชาติอย่างเปิดเผย
3-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ปฏิบัติการโจมตีแบบมุ่งเป้าของสหรัฐฯ (US) ต่ออิหร่าน (Iran) จนนำไปสู่การสังหารผู้นำสูงสุด อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) และการโค่นล้มประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ในเวเนซุเอลา (Venezuela) เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า ถูกมองว่าเป็นพฤติการณ์เปิด "ยุคใหม่" ของอำนาจสหรัฐฯ ที่มีความแข็งกร้าวและไร้ข้อจำกัด โดยเปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์มุ่งเป้าจัดการผู้นำรัฐคู่แข่งอย่างเปิดเผย พร้อมทั้งให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการสภาวะ "หลังการล่มสลายของระบอบ" (Post-regime change)
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แม้จะเคยประกาศจุดยืนว่าสหรัฐฯ จะยุติภารกิจ "การสร้างชาติ" (Nation-building) ในต่างแดน แต่ในเชิงปฏิบัติ เขากลับหันมาใช้วิธีแทรกแซงที่ย้อนกลับไปสู่ยุคสงครามเย็น คือการตั้งเป้าสังหารหรือจับกุมผู้นำของรัฐฝ่ายตรงข้ามโดยตรง เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนปฏิบัติการในอิหร่าน กองกำลังสหรัฐฯ ได้บุกจู่โจมทางอากาศเพื่อจับกุมมาดูโรถึงที่พำนักในกรุงการากัส ขณะที่คำสั่งโจมตีล่าสุดที่สังหารคาเมเนอีในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงกำลังพลสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 นาย ขณะเดียวกันอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนนับร้อยลูกถล่มเป้าหมายในหลายประเทศทั่วภูมิภาค ท่ามกลางการเดินหน้าโจมตีอย่างต่อเนื่องของกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ทดสอบความอดทนของนักลงทุน
สารที่ส่งออกไปนั้นชัดเจนยิ่งว่า "แทบไม่มีผู้นำของรัฐคู่แข่งรายใดควรจะรู้สึกปลอดภัยได้อีกต่อไป" เว้นแต่ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเกราะคุ้มกัน นักวิเคราะห์เตือนว่าคู่แข่งของวอชิงตันจะต้องเผชิญกับรูปแบบการใช้อำนาจของสหรัฐฯ ที่ "หลุดพ้นจากกรอบเดิม" และถูกมองว่าเป็นการทำลายหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่สหรัฐฯ เคยใช้กดดันประเทศอื่นมาโดยตลอด ปีเตอร์ ริกเก็ตส์ (Peter Ricketts) อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (UK) ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า "ทรัมป์ดูพร้อมอย่างน่ากังวลที่จะใช้พลังทางทหารอันมหาศาลของสหรัฐฯ โดยแทบไม่มีข้อจำกัด นำโดยสิ่งที่เขามองว่าเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในแต่ละขณะ" พร้อมเตือนว่าแนวทาง "อำนาจคือความชอบธรรม" กำลังสร้างบรรทัดฐานอันตรายที่อาจเปิดทางให้ประเทศใดๆ ก็ตามรู้สึกว่าตนมีสิทธิโจมตีผู้นำประเทศอื่น ซึ่งขัดแย้งกับหลักการในกฎบัตรสหประชาชาติอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่สถานการณ์ทวีความรุนแรง การขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานราว 1 ใน 5 ของโลกต้องชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว บริษัทเดินเรือหลายรายสั่งระงับการผ่านเส้นทาง ขณะที่บริษัทประกันภัยเริ่มทบทวนความเสี่ยงใหม่ และเจ้าของเรือบางส่วนเริ่มอ้าง "เงื่อนไขสงคราม" (War clauses) เพื่อยกเลิกการเดินทาง นอกจากนี้สายการบินจำนวนมากได้หยุดให้บริการในภูมิภาค รวมถึงศูนย์กลางการบินและการเงินสำคัญอย่างดูไบ (Dubai)
ด้านสถานการณ์ราคาน้ำมัน น้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 20% นับตั้งแต่ต้นปี แม้จะยังไม่มีการซื้อขายในช่วงสุดสัปดาห์ แต่สัญญาน้ำมันสำเร็จรูปราคาปลีกปรับตัวขึ้นแรง สะท้อนแนวโน้มว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นทันทีเมื่อเปิดตลาดต้นสัปดาห์ โดย Bloomberg Economics ประเมินว่าหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึงระดับ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
แจ็ค ดีไวน์ (Jack Devine) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ CIA วิเคราะห์ว่า "เมื่อเทียบกับอดีต เราไม่เคยใช้พลังในระดับสูงสุด (Level 10) มาก่อน เราเคยอยู่ในระดับความร่วมมือราวระดับ 7 แต่ทรัมป์ได้ดันมันขึ้นไปถึงระดับ 10 แล้ว" ซึ่งเขาเรียกสิ่งนี้ว่า "โลกใหม่ที่น่ากลัว" สำหรับคู่แข่งของสหรัฐฯ
แม้ทรัมป์จะเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านฉวยโอกาส "ยึดอำนาจ" แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ ได้เตรียมโครงสร้างฝ่ายค้านรองรับไว้ ความเสี่ยงของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อส่งผลให้นักลงทุนหันไปหาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทองคำ และฟรังก์สวิส ในกลยุทธ์ที่เรียกว่า "haven-first" ในอิหร่านเองปรากฏภาพทั้งกลุ่มที่ออกมาเฉลิมฉลองการเสียชีวิตของผู้นำและกลุ่มที่ร่วมไว้อาลัยอย่างมหาศาล ทว่ายังไม่มีสัญญาณของการลุกฮือขนาดใหญ่ ทรัมป์อ้างว่าอิหร่าน "ร้องขอให้กลับมาเจรจา" แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่าปฏิบัติการโจมตีจะดำเนินต่อไปอีกหลายวันหรือหลายสัปดาห์ โดยเป้าหมายคือการทำลายขีดความสามารถทางทหารและโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ยืนยันว่าการโจมตีจะรุนแรงขึ้นในระยะข้างหน้า
เดนนิส รอสส์ (Dennis Ross) อดีตทูตพิเศษประจำตะวันออกกลาง เตือนว่าแนวคิด "การตัดหัวผู้นำ" (Decapitation) ในทางปฏิบัติอาจเป็นเพียงการกำจัดบุคคลหนึ่งโดยที่โครงสร้างระบอบเดิมยังคงอยู่ ซึ่งจะถือเป็นความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อภัยคุกคามหมดไปและประชาชนลุกขึ้นสู้โดยไม่มีการสังหารหมู่ ขณะเดียวกันมุมมองของทรัมป์ในครั้งนี้ถือเป็นการพนันทางการเมืองที่เสี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ชี้ว่ามีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 ที่เห็นด้วยกับการสังหารคาเมเนอี และชาวอเมริกันกว่าครึ่งมองว่าทรัมป์พร้อมใช้กำลังทหารมากเกินไป
ในมิติระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงระบอบในเตหะรานถือเป็นข่าวร้ายสำหรับมอสโก (Moscow) และปักกิ่ง (Beijing) โดยวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประณามว่าเป็นการละเมิดกฎหมายสากลอย่างไร้ยางอาย ส่วนหวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเตือนว่าปฏิบัติการนี้เสี่ยงผลักตะวันออกกลางลงสู่ "หุบเหว" ด้านพันธมิตรตะวันตกนำโดยฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ได้ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและเรียกร้องให้มีการเจรจา โคริ ชาเก (Kori Schake) จาก American Enterprise Institute ระบุว่ายุโรปกังวลอย่างยิ่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลวางตัวเป็น "กฎหมายในตัวเอง" โดยไม่มีการแจ้งเตือนพันธมิตรล่วงหน้า
เดวิด เพเทรียส (David Petraeus) อดีตผู้อำนวยการ CIA สรุปว่าปัจจุบันเราเห็นประธานาธิบดีที่พร้อมใช้กำลังทหารอย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็ว แม้ฝ่ายวิจารณ์จะมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกกำหนดโดยวัฏจักรข่าวและความต้องการสร้างผลลัพธ์แบบฉับพลัน อย่างไรก็ตาม แมรี เอลเลน โอคอนเนลล์ (Mary Ellen O’Connell) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายชี้ว่า ทรัมป์คือประธานาธิบดีคนแรกที่ประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประวัติศาสตร์การแทรกแซงของสหรัฐฯ มักนำไปสู่ผลพวงที่คาดไม่ถึงเสมอ เช่นเหตุการณ์ในปี 1953 หรือ 2003 ท้ายที่สุดคำถามสำคัญคือ "ยุคสมัยแห่งอำนาจไร้กรอบคุม" นี้จะนำโลกไปสู่เสถียรภาพหรือพายุลูกใหม่ที่ไม่มีใครควบคุมได้กันแน่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/features/2026-03-01/iran-attack-khamenei-killing-maduro-capture-begin-trump-imperialism-era