'ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง' ดันทองคำทะลุ5,000ดอลลาร์
'ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง' ดันทองคำทะลุ 5,000 ดอลลาร์? แบงก์ชาติ–เฮดจ์ฟันด์ ถึงรายย่อยสาย FOMO
2-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทองคำที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ “ซุกใต้ที่นอน” ของคนเกษียณที่ไม่อยากเสี่ยง กลับกลายเป็นสินทรัพย์ดาวเด่นยุคใหม่ หลังราคาทะยานขึ้นทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนมกราคม และยังทรงตัวใกล้ระดับดังกล่าว ส่งกระแสเงินจากนักลงทุนรุ่นใหม่ แบงก์ชาติ และกองทุนเฮดจ์ฟันด์เข้าตลาดทองคำรอบใหญ่
โอบิโอฮา โอเคเรเก (Obioha Okereke) ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีวัย 29 ปี ซึ่งบริหารพอร์ตการลงทุนเน้นเติบโตมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ปรับมุมมองจากเดิมที่เคยมองว่าทองคำ “น่าเบื่อ” หันมาเริ่มลงทุนในกองทุน ETF ทองคำเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ด้วยเงินเพียง 100 ดอลลาร์ ก่อนทยอยเพิ่มอีกกว่า 2,000 ดอลลาร์ แม้ทองคำยังเป็นสัดส่วนเล็กในพอร์ต แต่ผลตอบแทนเกือบ 17% ตั้งแต่เริ่มลงทุน ทำได้ดีกว่าสินทรัพย์อื่นในพอร์ตชัดเจน เขาบอกว่า “ผมอยากได้อะไรที่ช่วยป้องกันความไม่แน่นอนและการเหวี่ยงแบบสุ่มของตลาด ทองคำดูสมเหตุสมผลที่สุด”
ทองคำซึ่งถูกจัดเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ในช่วงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำผลงานดีที่สุดในรอบกว่าสี่ทศวรรษในปี 2025 ราคาทองคำพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปี 2023 ถึง 2025 ก่อนจะทะลุระดับที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้อย่าง 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนมกราคม การปรับฐานหลังจากนั้นถือว่าไม่แรงนัก โดยราคายังเคลื่อนไหวใกล้กรอบดังกล่าว
แกนสำคัญของรอบขาขึ้นครั้งนี้มาจาก “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ฝั่งผู้ซื้อ เมื่อธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China) กลายเป็นผู้ซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน แบงก์ชาติเหล่านี้กว้านซื้อทองคำเพิ่มเข้าทุนสำรองรวมแล้วมากกว่า 4,000 ตันนับจากปี 2022 สร้าง “พื้นราคา” ที่แข็งแรง เปลี่ยนสมการอุปสงค์–อุปทานและมุมมองของนักลงทุนต่อบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของทองคำ
ต่างจากทศวรรษ 1990 ที่ธนาคารกลางเป็นผู้ขายสุทธิ ทำให้ราคาทองซบเซายาวนาน จอห์น แฮธาเวย์ (John Hathaway) ผู้จัดการพอร์ตอาวุโสของ Sprott Asset Management ซึ่งเปิดกองทุน Tocqueville Gold Fund ตั้งแต่ปี 1998 ย้อนเล่าว่าช่วงนั้นทองคำเป็น “ไอเดียการลงทุนที่ไม่มีใครเอาด้วย” จนกองทุนต้องใส่เงินของตัวเองเข้าไปปั้นกองทุน แต่ปัจจุบันเขามองว่าถูกพิสูจน์แล้วจากการขึ้นรอบใหญ่ของทองคำ และยังชี้ว่า “เงิน” บางส่วนในรอบนี้ไหลไปยังโลหะเงินด้วย หลังจากราคาซิลเวอร์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม
แรงหนุนอื่นก็ทับซ้อนเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในอิหร่าน ยูเครน เม็กซิโก รวมถึงท่าทีเชิง “จักรวรรดินิยม” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่แสดงต่อแคนาดา กรีนแลนด์ และเวเนซุเอลา ทำให้นักลงทุนหันหาสินทรัพย์ที่เชื่อว่าปลอดภัย นอกจากนี้ การขยายตัวของกองทุน ETF ทองคำและคริปโทเคอร์เรนซีบางประเภทที่มีทองคำเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน การอ่อนค่าของดอลลาร์ รวมถึงกลุ่มนักลงทุนที่กำลัง “กลัวตกรถ” (FOMO) ก็เป็นแรงเสริมสำคัญ ขณะเดียวกัน ความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับลงในอนาคตยิ่งช่วยให้ทองคำดูน่าสนใจกว่า เพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ยจ่าย เมื่อดอกเบี้ยต่ำ ผลตอบแทนโดยเปรียบเทียบจึงดีขึ้น
ภาวะหนี้สาธารณะและขาดดุลงบประมาณโลกที่พุ่งสูง ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาล สกุลเงินหลัก และสินทรัพย์ปลอดภัยแบบเก่า ทำให้ทองคำซึ่งถูกมองว่าเป็น “เงินสำรองนอกระบบรัฐบาล” ได้รับแรงซื้อเพิ่มเติม
นักลงทุนรายย่อย–กองทุน–คริปโต แห่เกาะเทรนด์ทองคำ
เมื่อราคาทองคำพุ่งแรง โอเคเรเกโพสต์วิดีโอในอินสตาแกรมด้านการเงินของตัวเองเมื่อวันที่ 27 มกราคม เดินเล่นในชานเมืองแอตแลนตาในแว่นกันแดดสีส้มพร้อมประกาศว่าทองคำคือ “การลงทุนโปรดในตอนนี้” ไม่นานหลังจากนั้น วันที่ 30 มกราคม ทองคำก็เผชิญการร่วงแรงที่สุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 หลังทรัมป์ประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) นั่งเก้าอี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ ซึ่งถูกตลาดมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อดอลลาร์ และในทางกลับกันเป็นลบต่อทองคำที่อ้างอิงราคาด้วยดอลลาร์ ขณะเดียวกันนักลงทุนจำนวนมากก็ถือโอกาสขายทำกำไร เพิ่มแรงเทขายให้รุนแรงขึ้น
ทั้งในช่วงที่ราคาพุ่งขึ้นและช่วงย่อตัวลง ทองคำเผชิญความผันผวนสูง ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อ–ขายเชิงโมเมนตัม โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา โมเมนตัมของราคากลายเป็น “แรงตลาด” ด้วยตัวเอง ดึงดูดกองทุนเฮดจ์ฟันด์สายแมโคร บริษัทพลังงาน และแม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดคริปโตที่เคยโปรโมตสินทรัพย์ดิจิทัลว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ให้กระโดดเข้ามาเก็งกำไรในทองคำจริง
บริษัทผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ Tether Holdings SA ถือทองคำราว 140 ตัน มูลค่าประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์ในงบดุลเพื่อหนุนเสถียรภาพเหรียญของตน สะท้อนว่าทองคำกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเงินคริปโตด้วย แฮธาเวย์มองว่าความสนใจแบบ “ผีเสื้อบินเข้าหาแสงไฟ” นี้แม้น่ารำคาญเพราะเพิ่มความผันผวน แต่ก็สะท้อนมุมมองขาขึ้น เขาระบุว่าส่วนหนึ่งของนักลงทุนที่เข้ามาช่วงท้ายใช้ตราสารอนุพันธ์คล้ายออปชันซื้อ (call options) เพื่อเฮดจ์ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายมหภาคโลก ซึ่งยิ่งขยายแรงซื้อในช่วงต้นปี 2026 ขณะเดียวกันเมื่อราคาย่อตัว การขาดทุนจากการใช้เลเวอเรจทำให้แรงขายระลอกต่อเนื่องยิ่งเร่งความรุนแรงของการปรับฐาน
จากสายคริปโตสู่สายทองคำ: มายด์เซ็ต “ไม่อยากพลาดรอบนี้”
จอช บริตเทน (Josh Brittain) นักลงทุนวัย 36 ปีจากซานอันโตนิโอ เป็นหนึ่งในรายย่อยที่เลือก “ล็อกกำไร” เมื่อราคาทองทะลุ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนมกราคม เขาบอกว่าบทเรียนจากการ “ไม่ขายตอนพีก” ในตลาดคริปโตทำให้ตัดสินใจต่างออกไป “เวลาราคาขึ้นแบบพาราโบลิก มีอารมณ์อีฟอเรีย มันคือจังหวะดีที่จะขายบางส่วน อย่าปล่อยให้ไหลลงหมด”
บริตเทนยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจากการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์สายลิเบอร์เทเรียน ปีเตอร์ ชิฟฟ์ (Peter Schiff) ที่เชื่อว่าสกุลเงินกระดาษอย่างดอลลาร์มีโอกาสเผชิญภาวะ “ล่มสลาย” เขาจึงเริ่มมองว่า “ทองและเงิน” จะมีรอบขึ้นใหญ่ในทศวรรษนี้ เขาเริ่มซื้อทองคำและเงินแท่งจริงเมื่อปี 2020 และในช่วงคริสต์มาสปีนั้น เขาแจกเหรียญเงินให้เพื่อนและครอบครัวคนละ 5 เหรียญ “ตอนแรกทุกคนเก็บใส่ลิ้นชัก แต่พอเหรียญเงินเหล่านั้นทำผลตอบแทนชนะหุ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พวกเขาก็เริ่มหันมาสนใจมากขึ้น”
ปลายปี 2024 หลังขายเกมอินดี้ที่ตัวเองพัฒนาจนสำเร็จ บริตเทนหันมาลงทุนหนักในกองทุน ETF หุ้นเหมืองทองและเงิน โดยเลือกใช้กองทุนอย่าง VanEck Gold Miners ETF และ Global X Silver Miners ETF เพื่อเกาะผลประกอบการของบริษัทเหมือง ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนแซงราคาทอง–เงินในรอบขาขึ้น เพราะมีกำไรเชิงคันโยกจากต้นทุนคงที่ เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น
หลังจากราคาทอง–เงินทะยานอย่างรวดเร็วในเดือนมกราคม เขาเริ่มลดเลเวอเรจและถือเงินสดมากขึ้น แต่ยืนยันว่ามุมมองเชิงพื้นฐานต่อทองคำ “ไม่ได้เปลี่ยน”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-02-27/gold-trades-above-5-000-as-bullion-and-miner-etfs-rally