ผู้นำยุโรปเสียงแตกเรื่องศึกอิหร่าน
ผู้นำยุโรปเสียงแตกเรื่องศึกอิหร่าน สเปนประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ส่วนชาติหลักเน้นประคองพันธมิตร–หนุนโอกาส “อิหร่านยุคใหม่”
3-3-2026
POLITICO EU รายงานถึงปฏิกิริยา 27 รัฐสมาชิก EU: ใครหนุน ใครค้าน ใครสงวนท่าที ในวันที่สหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดศึกโค่นระบอบอิหร่าน
ภาพรวมท่าที EU
ผู้นำส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรป (European Union: EU) แสดงท่าทีระมัดระวังต่อการโจมตีอิหร่าน (Iran) ของสหรัฐฯ (US) และอิสราเอล (Israel) ที่สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านไปเมื่อสุดสัปดาห์ ขณะเดียวกันก็ประณามการยิงขีปนาวุธตอบโต้ของเตหะรานอย่างชัดเจน หลายประเทศพูดถึง “โอกาสเปลี่ยนผ่าน” ทางการเมืองในอิหร่าน มากกว่าตั้งคำถามกับความชอบธรรมของปฏิบัติการของวอชิงตันและเทลอาวีฟ
ในระดับสถาบัน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน (Ursula von der Leyen) ระบุว่า “อิหร่านจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนผ่านที่น่าเชื่อถืออย่างเร่งด่วน” ขณะที่คายา คัลลัส (Kaja Kallas) ผู้แทนระดับสูงด้านการต่างประเทศของอียู กล่าวว่า “บัดนี้มี ‘เส้นทางเปิด’ สู่การเปลี่ยนแปลงอิหร่านไปในทิศทางอื่น” สะท้อนว่าบรัสเซลส์มองความตายของคาเมเนอีเป็น “จุดเปลี่ยน” มากกว่าพูดถึงประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐมนตรีต่างประเทศอียูกำลังประชุมฉุกเฉินช่วงค่ำวันอาทิตย์เพื่อหารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังผ่านไปเกือบ 36 ชั่วโมงนับแต่เริ่มวงจรโจมตี–ตอบโต้ทั่วภูมิภาค
สเปน (Spain) เป็นประเทศเดียวในอียูที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ออกมาประณามการโจมตีของสหรัฐฯ–อิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา โดยย้ำว่ามาดริด “ปฏิเสธปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียว” ของทั้งสองประเทศ และเตือนว่า “โลกไม่อาจรับได้กับสงครามใหม่ที่ยืดเยื้อและทำลายล้างในตะวันออกกลาง” ขณะเดียวกันเขาก็ประณามการยิงตอบโต้ของอิหร่านด้วย
กลุ่มประเทศที่เน้นโอกาส “อิหร่านยุคใหม่”
ผู้นำและรัฐมนตรีต่างประเทศบางชาติในยุโรปมองการเสียชีวิตของคาเมเนอีในกรอบ “โอกาสทางการเมือง” สำหรับประชาชนอิหร่าน เช่น ออสเตรีย (Austria) ที่นายกรัฐมนตรีคริสเตียน ชต็อกเคอร์ (Christian Stocker) ประณามการโจมตีของอิหร่านใส่รัฐอ่าวและอิสราเอล พร้อมย้ำว่าชาวอิหร่าน “สมควรได้ใช้ชีวิตในสันติภาพ ความมั่นคง และความมั่งคั่ง” ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศเบอาเต ไมน์ล‑ไรซิงเงอร์ (Beate Meinl‑Reisinger) มองว่าการตายของคาเมเนอี “เปิดหน้าต่าง” สู่ยุคใหม่ของอิหร่าน
รัฐมนตรีต่างประเทศเอสโตเนีย (Estonia) มาร์กุส ซาห์คนา (Margus Tsahkna) กล่าวว่า การตายของคาเมเนอีเป็น “ความเสียหายสำคัญ” ต่อรัสเซีย (Russia) ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน และเปิดพื้นที่ให้ชาวอิหร่านกำหนดอนาคตของตนเอง โดยย้ำว่าต้องไม่ปล่อยให้อิหร่านได้อาวุธนิวเคลียร์ และควรคงแรงกดดันผ่านมาตรการคว่ำบาตรจนกว่ารัฐจะหยุดการรุกรานภายนอกและการปราบปรามภายใน กระทรวงการต่างประเทศโครเอเชีย (Croatia) ก็ใช้ถ้อยคำวิจารณ์ “ความดื้อดึงและขาดความน่าเชื่อถือ” ของเตหะรานว่าเป็นต้นตอที่นำไปสู่การโจมตีของสหรัฐฯ–อิสราเอล พร้อมทั้งประณามการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน
รัฐมนตรีต่างประเทศลัตเวีย (Latvia) ไบบา บราเซ (Baiba Braže) ระบุว่า “โลกคงไม่ร้องไห้กับการจากไปของอยาตอลเลาะห์คาเมเนอีผู้ฆ่าคนมากมาย” และเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็น “ความโล่งใจ” สำหรับชาวอิหร่านผู้กล้าหาญ ส่วนในลิทัวเนีย (Lithuania) รัฐมนตรีต่างประเทศเคสตูติส บูดริส (Kęstutis Budris) แสดงความยินดีต่อการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด โดยมองว่าความหวังต่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับชาวอิหร่าน ชาวอิสราเอล และคนในตะวันออกกลาง “ดูเข้าใกล้มากขึ้น”
ผู้นำลักเซมเบิร์ก (Luxembourg) ลุก ฟรีเดิน (Luc Frieden) ย้ำว่าตน “อยู่ข้างประชาชนอิหร่าน” และตอนนี้ชาวอิหร่านควรได้รับโอกาส “ตัดสินอนาคตของตนเอง ปราศจากความรุนแรงและการกดขี่” โรมาเนีย (Romania) ก็ใช้ถ้อยคำคล้ายกัน โดยชี้ว่าการตายของคาเมเนอีเป็น “จุดหักเห” ที่ควรนำไปสู่การสะท้อนถึงการกระทำอันโหดร้ายของระบอบ และบทบาทสนับสนุนสงครามของรัสเซียในยูเครน
กลุ่มที่เน้นประณามการตอบโต้และคุมเพลิง
ประเทศส่วนใหญ่ในอียูเลือกเน้นประณามการยิงตอบโต้ของอิหร่านต่อรัฐอ่าวและอิสราเอล และเรียกร้องไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย เช่น ฝรั่งเศส (France) ที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) เรียกการตอบโต้ของอิหร่านว่า “ไม่ได้สัดส่วน” และเตือนว่าความขัดแย้งนี้มี “ผลร้ายแรง” ต่อสันติภาพระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันปารีสยืนยันร่วมกับเยอรมนี (Germany) และสหราชอาณาจักร (UK) ว่าตน “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับการโจมตีอิหร่าน
ฟินแลนด์ (Finland) ผ่านประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ (Alexander Stubb) ประณามการโจมตีของอิหร่านว่า “ไม่อาจชอบธรรมได้และยิงอย่างไม่เลือกหน้า” พร้อมเตือนว่ากระทบถึงผู้ที่พยายามหาทางออกทางการทูตด้วย ผู้นำไซปรัส (Cyprus) มอลตา (Malta) เบลเยียม (Belgium) บัลแกเรีย (Bulgaria) และเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ก็ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศอ่าวอาหรับและอิสราเอล พร้อมย้ำให้หยุดการโจมตีและหวนกลับสู่การทูต
อิตาลี (Italy) ภายใต้รัฐบาลของจอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) เลี่ยงทั้งการปรบมือและการประณามโจมตีของสหรัฐฯ–อิสราเอลหรือการตอบโต้ของเตหะรานโดยตรง แต่เน้นมาตรการเชิงปฏิบัติ เช่น การตั้ง Gulf Task Force และโทรศัพท์หารือกับโอมาน (Oman) และกาตาร์ (Qatar) ซึ่งมีบทบาทคนกลางในการไกล่เกลี่ยวิกฤต สโลวีเนีย (Slovenia) ระบุเพียงว่ากำลัง “ติดตามด้วยความกังวล” และเตือนว่า การยกระดับต่อไปจะมีผลกระทบหนักต่อความมั่นคงระดับภูมิภาคและโลก
ฝั่งเยอรมนี นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ทซ์ (Friedrich Merz) ส่งสัญญาณสองชั้น เขาเตือนว่าการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ–อิสราเอลเสี่ยงทำให้โลกย้อนกลับสู่ “กับดักแบบอิรัก” อีกครั้ง แต่ก็ระบุว่าเบอร์ลินจะไม่ “อ่านบทสั่งสอนวอชิงตัน” เพราะยังต้องพึ่งสหรัฐฯ ช่วยยุติสงครามในยูเครน เขาย้ำด้วยว่าถึงแม้สหรัฐฯ พยายามแล้ว แต่อิหร่านก็ยังไม่ยอมทำข้อตกลงนิวเคลียร์หรือลดโครงการขีปนาวุธลง
ประเด็นเฉพาะประเทศและการเมืองใน EU
หลายประเทศใช้โอกาสนี้เน้นเรื่อง “ความปลอดภัยของพลเมืองตนเอง” ในตะวันออกกลาง เช่น โปรตุเกส (Portugal) โปแลนด์ (Poland) โรมาเนีย (Romania) และกรีซ (Greece) ที่ต่างออกคำแนะนำการเดินทางและมาตรการช่วยเหลือชาวตนในภูมิภาค โปแลนด์ยังยอมรับว่ามี “ข้อมูลล่วงหน้า” เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ–อิสราเอล ซึ่งสะท้อนช่องว่างภายในอียูเองว่าบางชาติได้รับการบรีฟจากวอชิงตันมากกว่าชาติอื่น
บางชาติใช้วิกฤตเป็นเวทีสื่อสารวาระของตน เช่น ฮังการี (Hungary) ภายใต้รัฐบาลวิกตอร์ ออร์บัน (Viktor Orbán) ที่อ้างเหตุโจมตีอิหร่านเพื่อพูดถึงปัญหา Druzhba pipeline ท่อส่งน้ำมันจากรัสเซียสู่ยุโรปกลางที่เขากล่าวหาว่ายูเครน “จงใจปิดกั้น” ไอร์แลนด์ (Ireland) และสวีเดน (Sweden) ย้ำจุดยืนไม่ยอมรับการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่เน้นว่าต้องผลักดันเป้าหมายดังกล่าวผ่านโต๊ะเจรจาและกรอบทูต มากกว่าการทหาร
โดยรวม ท่าทีของยุโรปสะท้อน “สมดุลที่ลำบาก” ระหว่างการรักษาความเป็นเอกภาพภายในอียู การรักษาสายสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติกกับสหรัฐฯ และแรงกดดันจากประชาชนที่กังวลว่าทวีปจะถูกดูดเข้าไปในสงครามตะวันออกกลางอีกครั้ง ทั้งขณะที่บางผู้นำเริ่มมองโอกาส “จัดระเบียบใหม่” ในอิหร่านหลังการจากไปของคาเมเนอี แต่ยังไม่กล้าแตะคำถามใหญ่เรื่องความชอบธรรมของการโจมตีเชิงป้องกันเช่นที่วอชิงตันและเทลอาวีฟใช้อยู่ในเวลานี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.politico.eu/article/eu-react-iran-us-israel-crisis/