.
สงครามของเนทันยาฮู?” นักวิเคราะห์ชี้ศึกอิหร่านของทรัมป์ 'เอื้อประโยชน์อิสราเอลมากกว่าสหรัฐฯ' โพลชี้คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เอาสงคราม
3-3-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการสั่งเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นประเด็นที่เหล่านักวิเคราะห์ทั่วโลกมองว่าเป็น "สงครามที่มีนัยแอบแฝง" โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทรัมป์ก้าวเข้าสู่สมัยที่สอง เนื่องจากมันขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับจุดยืนที่เขาใช้หาเสียงมาตลอดว่าจะยุติบทบาท "ตำรวจโลก" และนโยบายการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) ในตะวันออกกลาง
การหวนคืนสู่เงาของกลุ่ม "นีโอคอน"
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ทรัมป์เคยประกาศต่อหน้าผู้นำภูมิภาคในระหว่างการเยือนตะวันออกกลางว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ยุคใหม่จะไม่มุ่งเน้นที่การปรับเปลี่ยนระบบการปกครองของประเทศอื่น โดยเขาวิจารณ์กลุ่ม "ผู้สร้างชาติ" (Nation-builders) ในอดีตว่าทำลายประเทศต่างๆ มากกว่าจะสร้างขึ้นมา แต่เพียงไม่ถึงหนึ่งปีให้หลัง ทรัมป์กลับใช้ถ้อยคำที่หยิบยืมมาจากยุคของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช เช่นการประกาศว่าภารกิจนี้คือ "การหยิบยื่นเสรีภาพ" ให้แก่ชาวอิหร่าน ซึ่งเป็นวาทกรรมที่เขาเคยใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตทางการเมืองในการโจมตีและวิจารณ์ว่าล้มเหลว
สงครามที่อิสราเอลรอคอยมา 20 ปี
นักวิเคราะห์จาก Al Jazeera และผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านหลายรายมองตรงกันว่า นี่คือ "สงครามของอิสราเอล" ที่สหรัฐฯ เป็นผู้รับหน้าที่ลงมือให้ เนการ์ มอร์ตาซาวี นักวิชาการอาวุโสจาก Center for International Policy ระบุชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู พยายามผลักดันให้สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านมานานกว่าสองทศวรรษ และในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จภายใต้รัฐบาลทรัมป์
เนทันยาฮูซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการบุกอิรักในปี 2003 ได้เปลี่ยนประเด็นการขู่เข็ญอิหร่านจากการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ (ซึ่งสหรัฐฯ เองยังยอมรับว่าไม่มีหลักฐานการผลิต) ไปสู่เรื่องขีปนาวุธข้ามทวีป โดยอ้างว่าอิหร่านพัฒนาขีปนาวุธที่มีพิสัยไกลถึง 11,000 กิโลเมตรเพื่อข่มขู่เมืองต่างๆ ในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ก็ได้นำข้ออ้างนี้ไปขยายความต่อในแถลงการณ์นโยบายประจำปี (State of the Union) โดยไม่มีหลักฐานยืนยันต่อสาธารณะเช่นกัน
การทำลายทางออกทางการทูต
จุดที่น่าเคลือบแคลงที่สุดคือปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผ่านตัวกลางอย่างโอมาน โดยแหล่งข่าวระบุว่าการเจรจาล่าสุดมีสัญญาณบวกอย่างมากในการยอมให้มีการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์อย่างเข้มงวด จามัล แอบดี ประธานสภาชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านแห่งชาติ (NIAC) วิเคราะห์ว่า "วาระของเนทันยาฮูคือการป้องกันไม่ให้เกิดทางออกทางการทูต เพราะเขากลัวว่าทรัมป์จะทำข้อตกลงกับอิหร่านจริงๆ ดังนั้นการลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามในระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินไป จึงเป็นความสำเร็จสูงสุดของอิสราเอล"
เสียงคัดค้านจากภายใน "America First"
แม้ทรัมป์จะเรียกภารกิจนี้ว่า "พันธกิจอันสูงส่ง" แต่อิทธิพลของเนทันยาฮูกำลังสร้างรอยร้าวในกลุ่มฝ่ายขวาของสหรัฐฯ เอง ทักเกอร์ คาร์ลสัน นักวิจารณ์ชื่อดังที่เป็นพันธมิตรของทรัมป์ ถึงกับแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อแนวคิดที่ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อชีวิตคนอเมริกันในบ้านเกิด ขณะที่ ราชีดา ทลาอิบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย้ำว่าทรัมป์กำลังเพิกเฉยต่อความต้องการของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ (ซึ่งสนับสนุนสงครามเพียงร้อยละ 21) เพื่อไปตอบสนอง "ความเพ้อฝันที่รุนแรง" ของรัฐบาลอิสราเอล
บรรดานักการเมืองสายก้าวหน้าในสภาคองเกรสบางส่วนออกมาเตือนอย่างแข็งกร้าว แรชิดา ตเล็บ (Rashida Tlaib) ส.ส.เดโมแครตระบุว่า “ทรัมป์กำลังแปลงจินตนาการรุนแรงของชนชั้นนำการเมืองอเมริกันและรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวของอิสราเอลให้เป็นจริง โดยเพิกเฉยต่อเสียงของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่พูดชัดแล้วว่า ‘ไม่เอาสงครามเพิ่ม’”
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งจึงสรุปว่า เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ของสหรัฐฯ กับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของเนทันยาฮู สงครามครั้งนี้ถูกมองว่า “ตอบโจทย์อิสราเอลมากกว่าสหรัฐฯ” ไม่ว่าจะเป็นการทำลายขีดความสามารถทางทหารและนิวเคลียร์ของอิหร่าน การตัดโอกาสเจรจาทางการทูตที่อาจผ่อนคลายแรงกดดันต่ออิสราเอล และการทำให้สหรัฐฯ กลับไปติดหล่มความขัดแย้งระยะยาวในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นบรรยากาศที่รัฐบาลเนทันยาฮูเคยใช้สร้างฐานการเมืองและอธิบายภัยคุกคาม “อิหร่าน” ให้เป็นเหตุผลของการดำเนินนโยบายแข็งกร้าวมานานหลายปี
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/xn5qkq