.
อินเดียเล็งหันกลับซบอุปทานน้ำมันรัสเซีย ฝ่าด่านแรงกดดันภาษีจากสหรัฐฯ หลังเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซปิด
3-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กระทรวงน้ำมันของประเทศอินเดีย (India) และผู้บริหารโรงกลั่นของรัฐจัดประชุมฉุกเฉินในกรุงนิวเดลีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อวางแผนรับมือวิกฤตอิหร่าน (Iran) ที่ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) “แทบหยุดนิ่ง” โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่รองรับน้ำมันดิบราวครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมดของอินเดีย หรือประมาณ 2.5–2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ Kpler
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า อินเดียในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสามของโลก กำลังพิจารณาหลายทางเลือกเพื่ออุดช่องว่างอุปทาน รวมทั้งการหันกลับมาซื้อน้ำมันรัสเซีย (Russia) จากเรือบรรทุกที่ลอยลำอยู่ใกล้น่านน้ำอินเดีย โดยเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วมีน้ำมันดิบรัสเซียราว 9.5 ล้านบาร์เรลจอดรอในน่านน้ำเอเชีย หลังถูกลดการรับซื้อจากฝั่งอินเดียช่วงที่ผ่านมา
อินเดียเคยขึ้นแท่นเป็น “ผู้ซื้อทางทะเลรายสำคัญที่สุด” ของน้ำมันรัสเซียหลังการรุกรานยูเครน (Ukraine) แต่นับตั้งแต่ปลายปี 2025 ปริมาณดังกล่าวถูกลดลงอย่างจริงจังเพื่อตอบสนองแรงกดดันจากสหรัฐฯ (US) โดยเฉพาะหลังการทำ “ข้อตกลงการค้าเฉพาะกาล” เมื่อเดือนที่แล้วที่ช่วยลดภาระภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของอินเดีย จากเดิมราว 50% เหลือประมาณ 18% ซึ่งครึ่งหนึ่งของภาษีก่อนหน้าถูกจัดเป็น “ภาษีลงโทษ” จากการซื้อน้ำมันรัสเซียของนิวเดลี
ผลที่ตามมาคือ การซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดียลดลงเหลือเฉลี่ยราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ หรือราวครึ่งหนึ่งของจุดพีกที่เคยแตะกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และถือเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนกันยายน 2022 โดยส่วนที่หายไปถูกแทนที่ด้วยน้ำมันจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารยกเลิกภาษีลงโทษ 25% ที่ผูกโยงกับการซื้อน้ำมันรัสเซีย พร้อมกล่าวอ้างว่าอินเดีย “ตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย” แม้นิวเดลีจะไม่เคยยืนยันพันธะดังกล่าว และมอสโกเองก็ระบุว่าไม่มีสัญญาณว่าอินเดียเปลี่ยนแนวทางอย่างเป็นทางการ
วิกฤตอิหร่านทำให้สมการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่กระทรวงน้ำมันระบุว่า อินเดียมีน้ำมันดิบสำรองสำหรับการใช้ภายในประเทศราวสองสัปดาห์ หากรวมสต็อกเชิงพาณิชย์และคลังสำรองยุทธศาสตร์ (strategic petroleum reserves) โดยรัฐมนตรีพลังงาน ฮาร์ดีป ซิงห์ พูรี (Hardeep Singh Puri) เคยบอกกับสมาชิกรัฐสภาเมื่อเดือนที่แล้วว่า คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์มีน้ำมันราว 30 ล้านบาร์เรล คิดเป็นประมาณ 6 วันของการบริโภคทั้งประเทศ และเป็นน้ำมันดิบล้วนๆ ไม่รวม LPG หรือ LNG
โพสต์ของกระทรวงน้ำมันอินเดียบน X เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า ทางการ “ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” และจะดำเนินการทุกขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้ “มีน้ำมันเชื้อเพลิงหลักเพียงพอและราคาจับต้องได้” สำหรับประชาชนในประเทศ แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดการประชุมชี้ว่า กระทรวงน้ำมันกำลังผลักดันให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจากับวอชิงตัน เพื่อ “ขอพื้นที่ในการดำเนินการ” หากจำเป็นต้องเพิ่มการซื้อน้ำมันรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่โดนมาตรการภาษีลงโทษกลับมาซ้ำ
นอกจากรัสเซีย ทางเลือกอื่นของอินเดียรวมถึงการดึงน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ การเร่งรับมอบน้ำมันจากเวเนซุเอลา (Venezuela) ซึ่งเพิ่งได้รับการผ่อนคลายข้อจำกัดจากสหรัฐฯ ตลอดจนการผลักดันให้ผู้ผลิตในประเทศเพิ่มกำลังผลิต และการขอให้บริษัท Saudi Aramco ส่งน้ำมันเพิ่มผ่านท่อไปยังท่าเรือ Yanbu ฝั่งทะเลแดงเพื่อตัดความเสี่ยงจากฮอร์มุซ
หากวิกฤตยืดเยื้อและปริมาณการไหลผ่านฮอร์มุซยังถูกจำกัด รัฐบาลอินเดียอาจพิจารณามาตรการ “ปกป้องตลาดในประเทศ” เพิ่มเติม เช่น
การจำกัดหรือสั่งลดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อกันปริมาณไว้ใช้ภายใน
การจัดลำดับความสำคัญให้กับก๊าซหุงต้มครัวเรือน (LPG) และก๊าซท่อสำหรับครัวเรือน โดยอาจสั่งให้ผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดอื่นแทน
การกดดันให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ เช่น Reliance Industries Ltd. เพิ่มสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันกลับมาป้อนตลาดในประเทศ รวมถึงการปรับแผนการกลั่นของโรงกลั่นอื่นๆ ให้เน้นผลิต LPG มากขึ้น แม้ต้องลดสัดส่วนผลิตภัณฑ์อย่างแนฟทาลง
Reliance ยังไม่ให้ความเห็นในเรื่องนี้ แต่สัญญาณจากรัฐบาลสะท้อนชัดว่า หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ภาคเอกชนรายใหญ่ก็อาจถูกเรียกมาร่วม “แบกรับภาระเสถียรภาพพลังงาน” ของประเทศ ขณะเดียวกัน อินเดียยังเผชิญความเสี่ยงสูงในตลาดก๊าซ โดยเกือบสองในสามของการนำเข้า LNG และราว 95% ของการนำเข้า LPG มาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก และส่วนใหญ่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ภายใต้สมการนี้ อินเดียจึงต้องเดินบนเส้นบางๆ ระหว่าง
ความมั่นคงด้านพลังงาน: เลือกแหล่งที่พร้อมส่งมอบเร็วและราคายังแข่งขันได้ เช่น รัสเซีย
ความสัมพันธ์ทางการค้า–การเมืองกับสหรัฐฯ: หลีกเลี่ยงการกดปุ่มให้วอชิงตันรื้อฟื้นภาษีลงโทษที่เพิ่งยกเลิก และ
การรักษาภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติ: ไม่ให้ถูกมองว่าฉวยโอกาสสงครามอิหร่านเพื่อเร่งซื้อพลังงานจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร
คำถามต่อจากนี้คือ นิวเดลีจะ “อ้าแขนรับน้ำมันรัสเซีย” ในระดับไหน ระหว่างการซื้อเพิ่มแบบจำกัดเพื่ออุดช่องว่างสั้นๆ กับการกลับไปใช้รัสเซียเป็นเสาหลักเหมือนช่วงปี 2023–2024 ซึ่งทั้งสองเส้นทางมีต้นทุนต่างกันต่อความสัมพันธ์กับวอชิงตันอย่างมีนัยสำคัญ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-02/indian-refiners-eye-russian-oil-again-as-iran-crisis-hits-supply