.
ศึกอิหร่านจะทำให้ทรัมป์ยกเลิกเยือนจีนหรือไม่? ซัมมิต “ทรัมป์–สี จิ้นผิง” เจอแรงกดดัน หลังปักกิ่งประณามสหรัฐฯ สังหารผู้นำอิหร่านละเมิดอธิปไตย
3-3-2026
SCMP รายงานว่า บรรดานักสังเกตการณ์ออกมาเตือนว่า ปฏิบัติการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ (US) ต่ออิหร่าน (Iran) อาจกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับกำหนดการเยือนจีน (China) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งถือเป็นการเยือนที่มีเดิมพันสูงในช่วงปลายเดือนนี้
แม้ผู้เชี่ยวชาญจะคาดการณ์ว่าการเยือนดังกล่าวน่าจะยังดำเนินต่อไปตามกำหนดการเดิม แต่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางอาจกระตุ้นความกังวลระลอกใหม่ในรัฐบาลปักกิ่ง (Beijing) ต่อท่าทีความแข็งกร้าวและแรงทะเยอทะยานระดับโลกของวอชิงตัน (Washington)
ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) ต่ออิหร่านตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้แกนนำระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิตหลายราย รวมถึงผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ซึ่งถือเป็นการยกระดับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางอย่างรุนแรง หลังจากที่การเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน สิ้นสุดลงโดยปราศจากข้อตกลง ด้านกรุงเตหะราน (Tehran) ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค พร้อมประกาศการล้างแค้นอย่าง "ดุเดือด"
จีน (China) ได้ออกมาประณามการสังหาร คาเมเนอี (Khamenei) ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดผู้ครองอำนาจมาเกือบ 4 ทศวรรษอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการ "ละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของอิหร่านอย่างร้ายแรง"
"การกระทำดังกล่าวเป็นการเหยียบย่ำวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) รวมถึงบรรทัดฐานพื้นฐานในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" เหมา หนิง (Mao Ning) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันจันทร์ พร้อมระบุเพิ่มเติมว่ามีชาวจีนเสียชีวิต 1 รายจากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ-อิสราเอล และจีนไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้
ขณะที่ชาวอิหร่านจำนวนมากไว้อาลัยต่อการจากไปของผู้นำสูงสุด แต่ก็มีรายงานว่ามีกลุ่มคนในประเทศร่วมเฉลิมฉลองต่อข่าวนี้เช่นกัน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายหวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับ นายเซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย โดยระบุว่า "การสังหารผู้นำประเทศที่มีอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง" และการยั่วยุให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime change) เป็นสิ่งที่ "ไม่อาจยอมรับได้"
การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ ทรัมป์ (Trump) จะเดินทางเยือนจีนตามกำหนดการระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน ตามประกาศของทำเนียบขาว (White House) ซึ่งจะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ ในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ทรัมป์เคยเดินทางมาเยือนในปี 2017
เดวิด อาราส (David Arase) ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศประจำศูนย์ Hopkins-Nanjing กล่าวว่า อาจเป็นเรื่อง "น่ากระอักกระอ่วน" สำหรับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ที่จะต้องเปิดทำเนียบต้อนรับทรัมป์ ทันทีหลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านและเวเนซุเอลา (Venezuela) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์และเป็นผู้จัดส่งน้ำมันรายสำคัญของจีน
"อย่างไรก็ตาม จีนจำเป็นต้องจำกัดความเสี่ยงด้านลบในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้มากที่สุด การมาเยือนของทรัมป์ด้วยภาพลักษณ์ที่ดี แม้จะไม่มีการบรรลุข้อตกลงใหม่ๆ ก็จะช่วยให้ สี จิ้นผิง รักษาความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้มีบุคลิกคาดเดายากคนนี้" อาราส (Arase) กล่าว
ด้าน จ้าว หมิงห้าว (Zhao Minghao) ศาสตราจารย์จากสถาบันนานาชาติศึกษา มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น (Fudan University) ระบุว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่านต่อการหารือระหว่าง ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง "จะปรากฏชัดเจนมาก" เนื่องจากอิหร่านและเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่สำคัญต่อจีน โดยเขามองว่ารัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการเปลี่ยนระบอบในประเทศเหล่านี้ไปแล้วในทางปฏิบัติ ซึ่งสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อปักกิ่งเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐฯ
ในเวเนซุเอลา แคมเปญกดดันทางการทูตและการคว่ำบาตรของวอชิงตันจบลงด้วยการโจมตีทางทหารในเดือนมกราคม และการควบคุมตัวอดีตผู้นำ นิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) และภริยา ซึ่งสหรัฐฯ ได้นำยุทธวิธีเปลี่ยนระบอบแบบเดียวกันนี้มาใช้กับอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นศัตรูมาอย่างยาวนาน
จ้าว หมิงห้าว (Zhao) กล่าวเสริมว่า วิกฤตอิหร่านที่ลึกซึ้งขึ้นจะกำหนดทิศทางการเจรจาที่ปักกิ่ง โดยจีนกังวลเรื่องการควบคุมทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ "ผมคิดว่าทรัมป์จะใช้ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและอิหร่านเป็น 'ไพ่' ในการกดดันจีน โดยเฉพาะในประเด็นด้านพลังงาน"
แม้จะมีกระแสข่าวว่าจีนอาจยกเลิกการมาเยือนของทรัมป์ แต่ เตียว ต้าหมิง (Diao Daming) ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเหรินหมิน (Renmin University) แย้งว่าการทูตระดับประมุขแห่งรัฐมีความสำคัญสูงสุดสำหรับปักกิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระเบียบโลก และจีนจะใช้โอกาสนี้สื่อสารถึงความตั้งใจในการปกป้องระเบียบโลกและความมั่นคงระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ อาราส (Arase) วิเคราะห์ว่า ปักกิ่งหวังจะจำกัดการสนับสนุนของทรัมป์ที่มีต่อไต้หวัน (Taiwan) ซึ่ง สี จิ้นผิง เคยย้ำกับทรัมป์เมื่อเดือนที่แล้วว่าเป็นประเด็นที่ "สำคัญที่สุด" ในความสัมพันธ์ทวิภาคี ขณะที่ทรัมป์เองก็มีความกังวลเรื่องการที่จีนอาจระงับการส่งออกแร่หายาก (Rare earth) รวมถึงต้องการรักษาเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้
ท้ายที่สุด การกระทำของทรัมป์ในเวเนซุเอลาและอิหร่าน ได้ส่งข้อความที่ชัดเจนถึงจีนเกี่ยวกับขีดความสามารถด้านข่าวกรองและแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ ที่ไม่ควรมองข้าม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3345181/will-iran-attack-derail-trumps-high-stakes-china-visit-meet-xi-jinping?module=top_story&pgtype=homepage