ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยวิกฤตการเงิน 2008 ?
ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยวิกฤตการเงิน 2008 ? ซีอีโอ JPMorgan เตือนเศรษฐกิจปัจจุบัน ‘ฟองสบู่-หนี้ล้นโลก-แบงก์แสวงกำไร เหมือนโค้งสุดท้ายช่วง 2005–2007
2-3-2026
Money Metals รายงานว่า เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอของ JPMorgan Chase ออกมาให้ความเห็นว่า สภาวะราคา资产 (Asset prices) ที่พุ่งสูงเกินจริงและสภาพแวดล้อมการแข่งขันในภาคธนาคารที่รุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อที่หละหลวม ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาก่อนเกิดวิกฤตการเงินปี 2008
"ในมุมมองของผม ผู้คนเริ่มรู้สึกสบายใจเกินไปว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้คือเรื่องจริง ทั้งราคาที่สูงและปริมาณการซื้อขายที่มหาศาล และคิดว่าเราจะไม่พบปัญหาใด ๆ เลย" ไดมอน (Dimon) กล่าวเตือนว่าวัฏจักรเศรษฐกิจย่อมมีวันพลิกกลับเสมอ "ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์ใดจะมาบรรจบกันจนทำให้เกิดจุดเปลี่ยน แต่ผมมีความกังวลสูงมาก การที่ราคาสินทรัพย์อยู่ในระดับสูงไม่ได้ทำให้ผมเบาใจเลย ในทางกลับกัน ผมคิดว่านั่นคือการเพิ่มความเสี่ยง"
รอยร้าวที่เหมือนเดิม: หนี้ท่วมและการลดมาตรฐาน
ไดมอน (Dimon) กังวลอย่างมากเกี่ยวกับระดับหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งในภาคส่วนรัฐบาล ผู้บริโภค และองค์กร ในขณะที่อุตสาหกรรมธนาคารกำลังเร่งขยายการปล่อยสินเชื่อเพื่อหาผลกำไร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คล้ายกับช่วงปี 2005-2007 อย่างน่าตกใจ
"น่าเสียดายที่เราเคยเห็นสิ่งนี้มาแล้วในช่วงปี '05, '06 และ '07 แทบจะเหมือนกันทุกประการ เมื่อกระแสน้ำหนุนสูงเรือทุกลำก็ลอยตัว ทุกคนทำเงินได้มหาศาล ผู้คนใช้เลเวอเรจ (Leverage) กันจนสุดตัว" เขายังเสริมว่าเห็นสถาบันการเงินบางแห่งทำ "เรื่องโง่ ๆ" เพียงเพื่อสร้างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ซึ่งมาตรฐานที่หละหลวมเหล่านี้นำไปสู่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และสุดท้ายจะกลายเป็นวิกฤตเมื่อเกิดการชำระล้าง
บทเรียนที่ไม่เคยถูกแก้ไขจากปี 2008
บทวิเคราะห์ระบุว่า นอกเหนือจากความคล้ายคลึงกับปี 2008 แล้ว ยังมีภาพสะท้อนของปี 2019 ที่น่ากังวล หลังวิกฤตปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงดอกเบี้ยไว้ที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์นานถึง 7 ปี และใช้มาตรการ QE อัดฉีดเงินกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นเชื้อไฟที่ทำให้ราคาสินทรัพย์และหนี้สินพุ่งทะยานอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อ Fed พยายามปรับนโยบายสู่ระดับปกติ (Normalize) เศรษฐกิจก็เริ่มสั่นคลอนทันที จนต้องกลับมาลดดอกเบี้ยและทำ QE อีกครั้งในปี 2019 แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะเข้ามาเป็นข้ออ้างในการอัดฉีดเงินมหาศาลในปี 2020 แต่นั่นเป็นเพียงการ "เตะถ่วงเวลา" (Kicking the can down the road) และทำให้อาการเสพติด "เงินง่าย" (Easy money) รุนแรงขึ้นไปอีก
บทสรุป: ภาวะเงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของเงิน
ไม่ว่าสถานการณ์นี้จะจบลงอย่างไร สิ่งที่เรากำลังเผชิญคือสภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น ปริมาณเงินในระบบ (Money supply) กำลังเติบโตในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 และจะยิ่งเร่งตัวขึ้นเมื่อ Fed ดำเนินมาตรการที่คล้าย QE ต่อไป
นั่นหมายความว่าอำนาจซื้อของเงินดอลลาร์ (และสกุลเงินหลักอื่น ๆ) จะลดลงอย่างรวดเร็ว และจะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่สุมไฟให้เกิดวิกฤตตามคำเตือนของไดมอน (Dimon)
คำแนะนำ: โปรดวางแผนทางการเงินเพื่อรับมือกับความผันผวนและภาวะเงินเฟ้อที่กำลังจะมาถึง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/news/2026/02/24/jpmorgan-ceo-this-looks-a-lot-like-the-run-up-to-2008-004716