.
ตลาดทองคำยังเผชิญแรงกดดัน แต่เงินเฟ้ออาจกลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญในระยะยาว
9-6-2026
ตลาดทองคำยังคงเผชิญความยากลำบาก โดยราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันอย่างชัดเจน แรงขายส่วนใหญ่เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่าปัจจัยดังกล่าวอาจกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของทองคำในระยะยาว
ราคาทองคำปรับตัวลงทะลุแนวรับสำคัญเมื่อวันศุกร์ หลังจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics) รายงานว่า มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมาก
ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้
ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ตลาดมองว่ามีโอกาสเกือบ 50% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ตลาดยังคาดการณ์ถึงการลดดอกเบี้ย
ตลาดอาจประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยสูงเกินไป
แม้ว่าราคาทองคำจะถูกกดดันจากความคาดหวังว่าดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนอย่างทองคำ
ไนเทช ชาห์ (Nitesh Shah) หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์และเศรษฐกิจมหภาคของ WisdomTree มองว่า ตลาดอาจกำลังรีบสรุปมากเกินไป เขาอธิบายว่า มีความเป็นไปได้จริงที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถของ Fed ในการควบคุม ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rates) ลดลงลึกยิ่งกว่าเดิม และกระตุ้นความต้องการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินที่จับต้องได้ เช่น ทองคำ
แม้ว่าตลาดยังถกเถียงกันเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ แต่ชาห์มองว่า สิ่งสำคัญสำหรับทองคำไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดโดย Fed แต่คือทิศทางของเงินเฟ้อมากกว่า “มีโอกาสสูงมากที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะลดลง โดยเฉพาะหาก Fed ไม่ปรับดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้น”
Fed มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ย
วอร์ชเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง พร้อมกับการลดขนาดงบดุลของ Fed อย่างไรก็ตาม ชาห์มองว่า เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้ผู้กำหนดนโยบายมีพื้นที่จำกัดในการลดดอกเบี้ยอย่างจริงจัง เพราะอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง
“ข้อมูลเศรษฐกิจในตอนนี้ไม่ได้เปิดทางให้ลดดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น”
“หากลดดอกเบี้ยในสภาพแวดล้อมแบบนี้ จะเป็นเรื่องเสียหายอย่างมากในแง่ของความน่าเชื่อถือ”
แม้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อราคาทองคำ
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังอาจถูกประเมินต่ำเกินไป ชาห์เชื่อว่านักลงทุนอาจยังประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อในช่วงหลายเดือนข้างหน้าต่ำเกินไป
หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลคือ ตลาดพลังงาน
เขาระบุว่าสินค้าคงคลังน้ำมันทั่วโลกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงหากอุปทานเริ่มตึงตัวมากขึ้น
“เราเริ่มต้นช่วงนี้ด้วยปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมาก แต่ตอนนี้สต็อกเหล่านั้นกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว”
“ยิ่งสต็อกลดลงมากเท่าไร ผลกระทบต่อราคาน้ำมันจากการขาดแคลนเพิ่มเติมก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น”
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อโดยรวม ในช่วงเวลาที่เงินเฟ้อกำลังเคลื่อนตัวสูงกว่าเป้าหมายของ Fed อยู่แล้ว
AI อาจช่วยได้ แต่ยังไม่เพียงพอ
แม้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในภาคบริการได้ในอนาคต
แต่ชาห์มองว่า ปัญหาเงินเฟ้อในภาคสินค้ายังคงน่ากังวลกว่า
“ผมคิดว่าเราจะต้องอยู่กับระดับราคาที่สูงต่อไป”
เขาเสริมว่า สถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งกัดกร่อนผลตอบแทนที่แท้จริง และลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ
เศรษฐกิจชะลอตัวอาจเป็นแรงหนุนเพิ่มเติม
นอกจากเงินเฟ้อแล้ว ชาห์ยังมองว่าความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจสนับสนุนราคาทองคำ
หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทองคำมักได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
“หากเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ นั่นจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น”
“ทองคำมักทำผลงานได้ดีในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่แข็งแกร่งมาก”
หนี้สาธารณะสหรัฐฯ เป็นอีกปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง
ชาห์ยังชี้ให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความยั่งยืนของหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนราคาทองคำ
ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ระดับเดียวกับงบประมาณด้านกลาโหม ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
“เหตุผลที่ราคาทองคำยังอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน ก็เพราะตลาดกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของภาระหนี้”
ที่มา Kitco News