สงครามการเงินยุคดอลลาร์ถึงทางตัน?
สงครามการเงินยุคดอลลาร์ถึงทางตัน? เมื่อทรัพยากรจริงเริ่มกำหนดเกมคว่ำบาตร 'บทเรียนที่ตะวันตกไม่คาดคิด'
20-2-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า หากคุณตัดช่องทางทางการเงินของประเทศที่ผลิตทรัพยากรซึ่งจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของคุณเอง ก็จงเตรียมพร้อมรับแรงสั่นสะเทือน หรือไม่ก็ต้องเผชิญกับผลพวงที่ตามมา
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กรอบคิดกระแสหลักให้ความสำคัญกับ “เงิน” เป็นตัวนำ มองว่าเม็ดเงินลงทุนเป็นตัวจุดชนวนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสร้างโรงงานเกิดขึ้นหลังจากมีทุนไหลเข้า ธุรกิจพังทลายเมื่อภาคการเงินหักหลัง การบริหารเศรษฐกิจจึงมักถูกมองผ่านท่อของ “การเคลื่อนย้ายเงินทุน” มากกว่าระบบทรัพยากรจริง
มีคำถามลักษณะ “ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน” ใบหนึ่งที่น่าจะดึงดูดความสนใจของผู้ติดตามรัสเซีย นั่นคือ แท้จริงแล้ว “ตัวขับเคลื่อนหลัก” ของเศรษฐกิจคืออะไร กันแน่ ระหว่าง “ภาคการผลิตจริง” กับ “ภาคการเงิน”?
มุมมองที่แพร่หลายคือ ภาคการเงินเป็นฝ่ายนำ แน่นอนว่า เงินจะเคลื่อนที่ก่อนแล้วสิ่งปลูกสร้างและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงตามมา เมื่อทุกอย่างเริ่มถดถอย หลักการเดียวกันก็ทำงานกลับด้าน กล่าวคือ ภาคการเงินแตกสลายก่อน จากนั้นธุรกิจจึงทยอยปิดตัว
นั่นหมายความว่าการเคลื่อนย้ายของเงินทุนคือปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายและสอดคล้องกับสัญชาตญาณของเรา สิ่งต่างๆ จะอยู่เฉยจนกว่าจะถูกกระตุ้นให้เคลื่อนไหวด้วยเงิน เราเรียกสิ่งนั้นว่า “การลงทุน” หรือ “การจัดสรรเงินทุน” การจะสร้างโรงงานสักแห่งต้องใช้ทุน และเมื่อตัวสินค้า (widget) ถูกผลิตออกมา มันก็เพียงนอนอยู่บนชั้นในโรงงานจนกว่าจะมีใครคนหนึ่งขยับเงินไปซื้อ
แบบจำลองนี้ดูเหมือนจะชัดเจนจนแทบไม่จำเป็นต้องตรวจสอบให้ลึกซึ้ง ทว่าแบบจำลองนี้กลับเป็นจริงได้ “แบบมีเงื่อนไข” สินค้าถูกขยับด้วยเงินก็จริง แต่หาก “ไม่มีสินค้า” เงินก็ไม่อาจเสกให้เกิดสินค้าคงคลังขึ้นมาได้ในทันที แบบจำลองนี้ใช้การได้จนกระทั่งไปเจอ “ภาวะขาดแคลนทางกายภาพ”
จนกระทั่งไม่นานมานี้ โลกยังถูกมองว่าอุดมสมบูรณ์ เงินเคลื่อนที่ก่อน และวัตถุหรือทรัพยากรทางกายภาพก็ตามมาโดยแทบไม่มีแรงเสียดทาน: ก๊าซรัสเซียไหลไปยุโรปผ่านท่อ ส่งพลังงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคหลั่งไหลจากเอเชีย ในราคาถูกและมีให้เลือกเหลือเฟือ ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น การที่ชาติตะวันตกครอบงำ “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ดูจะเป็นปัจจัยชี้ขาด ขณะที่ “ภาคกายภาพ” แทบไม่จำเป็นต้องแสดงบทบาทอะไรเป็นพิเศษ
ขณะเดียวกัน ภาคการเงินก็เติบโตอย่างไม่สมส่วนเมื่อเทียบกับศักยภาพการผลิตจริงของเศรษฐกิจ จนทั้งสองส่วนเริ่มแยกห่างออกจากกันอย่างเด่นชัด ตัวอย่างเช่น ในรอบราว 30 ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดที่ดีของ “เศรษฐกิจจริง” แทบไม่ขยับเพิ่มขึ้นเลย แต่ในช่วงเวลา เดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นบน Wall Street กลับเป็น “ยุคทอง” แทบจะต่อเนื่องไม่หยุดพัก นั่นคือหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ “ไฟยังสว่างไสว” อยู่ตลอดเวลา บทเรียนที่ดูเหมือนจะได้จากปรากฏการณ์นี้ก็คือ ข้อจำกัดทางกายภาพ “ไม่ค่อยสำคัญ” และตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายฝ่ายก็เหมือนจะสันนิษฐานเช่นนั้นโดยปริยาย
ตลอดเวลาเหล่านั้น แบบจำลองที่ว่า “ภาคการเงินอยู่ต้นน้ำ ส่วนเศรษฐกิจจริงอยู่ปลายน้ำ” จึงถูกซึมซับเข้าไปในความคิดอย่างลึกซึ้ง ในโลกเช่นนั้น เหตุผลดูง่ายและน่าเชื่อถือ: เงินเคลื่อนก่อน การผลิตทางกายภาพตอบสนองทีหลัง และการจัดสรรทุนคือสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์
ตัวอย่างที่ชัดเจนของกรอบคิดนี้ในการปฏิบัติจริง คือมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียในปี 2022 มาตรการเหล่านั้นถูกออกแบบภายใต้ “กรอบคิดที่ให้ความสำคัญกับการเงินเป็นศูนย์กลาง” กล่าวคือ กลยุทธ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานโดยปริยายว่า การตัดรัสเซียออกจากระบบดอลลาร์จะส่งแรงกดดันเชิงระบบเข้าไปในภายในรัสเซียได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าแรงกดดันจากการที่โลกพึ่งพา “พลังงานจากรัสเซีย”
แต่สมมติฐานที่ฝังอยู่ในแบบจำลองนั้นก็คือ “ระบบทางกายภาพมีส่วนเกิน (slack) มากพอที่จะรับแรงกระแทก” โดยที่คำว่า slack ในที่นี้ หมายถึง “ศักยภาพสำรอง” ไม่ว่าจะเป็นสินค้าคงคลัง กำลังการผลิตส่วนเกิน หรือโครงสร้างพื้นฐานสำรอง ที่ช่วยดูดซับความปั่นป่วนได้โดยไม่ก่อให้เกิดความล้มเหลวเป็นลูกโซ่
เมื่อกำลังการผลิตสินค้ามีอยู่เหลือเฟือ คุณก็สามารถทำให้ผู้ผลิตรายหนึ่งล้มละลาย หรือใช้มาตรการคว่ำบาตรได้โดยไม่เคยต้องเผชิญกับ “ภาวะขาดแคลนทางกายภาพ” เลยด้วยซ้ำ เรื่องทั้งหมดก็จะยังคงอยู่ใน “โลกของตัวเงิน” ผู้ผลิตที่ล้มละลายหายไปจากระบบ แต่ตลาดจะปรับราคาและเบนทิศทางของอุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีของเรา รัสเซียจะถูกทำให้พิการ ขณะที่ฝั่งตรงข้ามของสมการ – อุปทานทางกายภาพที่สูญเสียไปจากรัสเซีย – ยังคงถูกจำกัดให้อยู่ใน “มิติของราคาและการจัดสรรทุน” ที่ดูไม่รุนแรง
กล่าวอีกแบบก็คือ มาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดตั้งอยู่บน “เดิมพัน” ที่เชื่อว่าระบบพลังงานทางกายภาพมี slack เพียงพอ แต่สุดท้ายกลับพบว่าระบบพลังงานโลกในความเป็นจริง “แทบไม่มีส่วนเกิน” โลกของเรากำลังเข้าสู่ภาวะ “ถูกจำกัดด้วยพลังงาน” มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญ ปรากฏการณ์นี้เห็นได้เด่นชัดในหลายมิติ: โครงสร้างพื้นฐาน LNG ที่ทำงานเต็มกำลัง ระบบสายส่งไฟฟ้าที่มี “กำลังสำรอง” บางเฉียบ แหล่งน้ำมันใหม่ที่ส่วนใหญ่ต้องมาจากแหล่งที่ซับซ้อนและใช้เงินลงทุนสูง และระบบพลังงานที่มีการบูรณาการสูงขึ้นแต่กลับ “มีความซ้ำซ้อนไม่มากพอ”
หรือหากถอยออกมาอีกระดับจาก “โลจิสติกส์ของระบบ” แล้วมองในระดับ “อารยธรรมมนุษย์” หากพลังงานยังคงอุดมสมบูรณ์และได้มาง่ายเหมือนในอดีต เราคงไม่จำเป็นต้องเจาะหลุมลึกลงไปในแนวดิ่งสองไมล์ ก่อนจะเบนหัวเจาะไปในแนวระนาบอีกสองไมล์ทะลุผ่านชั้นหินที่ไม่ยอมให้น้ำมันไหลผ่าน จากนั้นจึงใช้การทำ hydraulic fracturing ด้วยแรงดันสูงหลายสิบขั้นตอน พร้อมกับสูบทรายจำนวนมหาศาลเข้าไปค้ำยันรอยแตกจิ๋วเหล่านั้น และเราก็ไม่จำเป็นต้อง “ทำให้ก๊าซธรรมชาติกลายเป็นของเหลวที่อุณหภูมิต่ำมาก (cryogenic)” เพื่อส่งมันข้ามมหาสมุทรไปยังอีกฟากโลก ก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นก๊าซอีกครั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “สัญลักษณ์ของระบบที่มีส่วนเกินเหลือล้น” อย่างแน่นอน นักโบราณคดีในอนาคตจะมองเห็นสิ่งเหล่านี้ในแบบที่มันเป็น: “สัญญาณไฟแดงกระพริบ” ของข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
การอภิปรายทั้งหมดนี้อาจฟังดูเหมือนเป็นเพียงการอธิบายแบบยืดยาวว่า “การทดแทนพลังงานจากรัสเซียเป็นเรื่องไม่จริงจังตั้งแต่ต้น” แต่อันที่จริง นั่นยังมองไม่ถึง “แก่นแท้” ปัญหา เพราะข้อจำกัดทางกายภาพที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ – ไม่ว่าจะในด้านพลังงาน โลจิสติกส์ หรือห่วงโซ่อุปทาน – กำลังกลายเป็น “สินค้าที่หายไป (missing widget)” ของระบบ นี่คือกระบวนการที่กำลังดึง “อำนาจเชิงคาน” ของระบบโดยรวม ให้ถอยห่างออกจากภาคการเงิน ซึ่งเคยครองอำนาจแทบไร้คู่แข่ง กลับไปสู่ “ภาคกายภาพ”
ในสุนทรพจน์ที่งาน Valdai เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งรัสเซีย กล่าวสังเกตที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดหวังว่า การผลิตน้ำมันของรัสเซียลดลง จะยังคงทำให้ภาคพลังงานโลกและเศรษฐกิจโลกดำเนินต่อไปในสภาพปกติ”
นั่นคือวิธีที่เขาอธิบายประเด็นเดียวกับที่เราเพิ่งกล่าวไป นั่นคือ ในโลกที่ทรัพยากรถูกจำกัด การมองโลกผ่านกรอบ “การเงินนำหน้า” จะใช้การไม่ได้อีก เพราะระบบที่แทบไม่มีส่วนเกิน จะส่งผ่าน “แรงกระแทกทางกายภาพ” อย่างโหดร้าย
ผู้เขียนเคยระบุไว้ในตอนนั้นว่า นี่คือ “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” จากอำนาจต่อรองผ่านเครื่องมือทางการเงิน (monetary leverage) ไปสู่อำนาจต่อรองผ่านทรัพยากรทางกายภาพ (physical leverage) หากมองย้อนกลับไปก่อนสงครามยูเครน เจ้าหน้าที่ตะวันตกคนหนึ่งอาจกล่าวได้ไม่ต่างกันว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดหวังว่า ประเทศที่ถูกตัดขาดจากดอลลาร์และตลาดทุนของตะวันตก จะยังคงรักษาสภาพเศรษฐกิจให้ดำเนินไปอย่างปกติ” นั่นคือสมมติฐานตรง ๆ ที่ถูกยึดถือ
ทั้งนี้ ควรตระหนักว่า ระดับ slack ที่ต่ำในระบบ ไม่ได้จำเป็นต้องสะท้อนออกมาเป็น “ราคาที่สูงขึ้น” เสมอไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่ถูกฝึกให้ “อ่านสัญญาณเพียงจากราคา” อาจเข้าใจผิดได้ ข้อจำกัดที่แท้จริงอาจถูกซ่อนอยู่หลังสัญญาณตลาดที่ดูปกติ หรือกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งระบบการเงินในรูปของหนี้ เงินอุดหนุน ภาษี ฯลฯ ราคาสินค้าบางครั้งจึงอาจ “บดบัง” มากกว่าจะ “เปิดเผย” สภาพที่แท้จริงของระบบ ตัวอย่างเช่น ราคาก๊าซในยุโรปที่กลับมาใกล้ระดับปกติ อาจสะท้อน “การทำลายอุปสงค์ (demand destruction)” มากกว่าการแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทานอย่างแท้จริง
ดังนั้น เมื่อย้อนกลับมาที่คำถามเดิมของเรา: อะไรกันแน่คือ “ตัวขับเคลื่อนหลัก” เงินหรือวัตถุ?
ในโลกที่พลังงานอุดมสมบูรณ์ มีสินค้าคงคลังมาก และเส้นทางอุปทานมีความซ้ำซ้อนเพียงพอ ภาคการเงินสามารถยืนอยู่ “ต้นน้ำ” ได้ การจัดสรรทุนคือสิ่งที่กำหนดว่าอะไรจะถูกสร้าง ใครจะอยู่รอด และระบบจะขยายตัวเร็วแค่ไหน ในโลกเช่นนั้น การตัดประเทศหนึ่งออกจาก “ท่อส่งการเงิน” อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดจริง
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกได้ค่อยๆ เลื่อนไหลเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปอย่างเงียบๆ รูปร่างหน้าตาภายนอกของโลกใบนี้ยังคงคุ้นเคย – ในหลายมิติแทบไม่ต่างจากโลกใบเดิม – ทว่าในความเป็นจริง ระบบกลับเปราะบางขึ้นและถูกขับเคลื่อนไปใกล้ “ขีดจำกัด” มากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะตระหนัก เรามองเห็นการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่ผ่าน “เลนส์ของเงิน” โดยตรง แต่เห็นมันในลักษณะเฉียงๆ เป็นชิ้นส่วนแยกย่อยในบางจังหวะเวลาเท่านั้น
เรามองเห็นมันจาก “ห่วงโซ่อุปทาน” ที่เปราะบางและถูกแย่งชิงมากขึ้น จาก “การแย่งชิงทรัพยากรจริง” ระดับโลกที่ดุเดือดขึ้น ไม่ใช่เพียงการแย่งชิง “สิทธิในกระดาษ” ที่อ้างบนทรัพยากรเหล่านั้น จากความล้มเหลวของยุโรปที่ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวิกฤตพลังงานแม้ผ่านมาสี่ปี หรือแม้แต่ยังไม่สามารถ “วินิจฉัยปัญหา” ได้อย่างถูกต้อง และจากความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่งของเศรษฐกิจรัสเซีย แม้ต้องเผชิญมาตรการลงโทษทางการเงินที่ควรจะเป็น “หมัดน็อก”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/632718-financial-warfare-fail-sanctions/