.
อิหร่าน 'สร้างเกราะคอนกรีตคลุมฐานทัพ-ไซต์นิวเคลียร์' รับมือการเผชิญหน้าและคำขู่จาก 'ทรัมป์'
20-2-2026
Al Jazeera รายงานว่า ภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ล่าสุดเผยให้เห็นความเคลื่อนไหวของประเทศอิหร่าน (Iran) ในการสร้าง "เกราะคอนกรีต" ปกคลุมสิ่งปลูกสร้างใหม่ ณ ฐานทัพที่มีความอ่อนไหวสูง พร้อมทั้งทำการกลบหน้าดินเพื่อพรางตา ซึ่งเป็นการเดินหน้างานก่อสร้างในจุดที่รายงานระบุว่าเคยถูกประเทศอิสราเอล (Israel) โจมตีทางอากาศเมื่อปี 2024 ท่ามกลางภาวะความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นกับประเทศสหรัฐฯ (US) และภัยคุกคามจากสงครามระดับภูมิภาค
ภาพถ่ายดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าอิหร่านได้ทำการฝังกลบทางเข้าอุโมงค์ในสถานทูตนิวเคลียร์ที่เคยถูกวอชิงตันโจมตีระหว่างสงคราม 12 วันกับอิหร่านเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมรบในนามของอิสราเอล นอกจากนี้ยังมีการเสริมความแข็งแกร่งให้กับทางเข้าอุโมงค์ในพื้นที่ใกล้เคียง และซ่อมแซมฐานยิงขีปนาวุธที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศในภูมิภาคและทั่วโลกต่างเฝ้าติดตามความเป็นไปได้ที่จะเกิดการขยายตัวของความขัดแย้งอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวันพฤหัสบดี นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ (Donald Tusk) แห่งประเทศโปแลนด์ (Poland) ได้เร่งเร้าให้พลเมืองโปแลนด์เดินทางออกจากอิหร่าน "โดยทันที" และห้ามเดินทางเข้าไปในประเทศนี้ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม
การเสริมแกร่งฐานทัพ Parchin และยุทธวิธีบังเกอร์ล่องหน
ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเตหะรานประมาณ 30 กิโลเมตร ฐานทัพ Parchin ถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่อ่อนไหวที่สุดของอิหร่าน ซึ่งหน่วยสืบราชการลับตะวันตกตั้งข้อสงสัยว่ามีการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับการจุดระเบิดนิวเคลียร์ที่นี่เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว แต่อิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้พัฒนาอาวุธปรมาณูและระบุว่าโครงการนิวเคลียร์มีไว้เพื่อกิจการพลเรือนเท่านั้น ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมาทั้งหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ต่างไม่พบหลักฐานว่าอิหร่านกำลังดำเนินการสร้างอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายดาวเทียมตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2024 ถึง 16 กุมภาพันธ์ปีนี้ แสดงให้เห็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ณ จุดที่เชื่อว่าถูกอิสราเอลโจมตี โดยมีการสร้างโครงสร้างใหม่และปิดทับด้วยหลังคาโลหะ ก่อนจะถูกซ่อนไว้ภายใต้โครงสร้างคอนกรีต ซึ่งสถาบันเพื่อวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ (Institute for Science and International Security - ISIS) ระบุว่าเป็น "โลงศพคอนกรีต" (Concrete sarcophagus) ที่สร้างล้อมรอบอาคารที่ระบุชื่อว่า Taleghan 2
นายเดวิด อัลไบรท์ (David Albright) ผู้ก่อตั้ง ISIS ระบุว่าการประวิงเวลาในการเจรจาทำให้อิหร่านมีโอกาสในการฝังกลบอาคาร Taleghan 2 จนอาจกลายเป็นบังเกอร์ที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้จากทางอากาศในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ยังพบความพยายามในการฝังกลบทางเข้าอุโมงค์ 2 แห่งที่โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในเมือง Isfahan ซึ่งถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งทางป้องกัน (Hardening and defensively strengthen) ให้กับทางเข้าอุโมงค์ใต้ภูเขาใกล้กับเมือง Natanz
การเจรจาที่ชะงักงันและแรงกดดันทางการทหาร
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่วอชิงตันพยายามเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับเตหะรานควบคู่ไปกับการขู่ใช้กำลังทหารหากการเจรจาล้มเหลว โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตัวแทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุความเข้าใจใน "หลักการชี้นำ" เบื้องต้นระหว่างการประชุมที่กรุงเจนีวา (Geneva) แต่ยังไม่มีการทะลวงผ่าน (Breakthrough) ในประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นการเจรจารอบที่สองต่อจากการหารือที่ประเทศโอมาน (Oman) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์
อุปสรรคสำคัญของการเจรจาคือการที่สหรัฐฯ พยายามขยายขอบเขตข้อตกลงให้ครอบคลุมถึงการจำกัดคลังแสงขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic arsenal) และการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาคของอิหร่าน ตามแรงกดดันของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) แห่งอิสราเอล ที่เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ปรับเปลี่ยนพารามิเตอร์การเจรจาให้มากกว่าแค่เรื่องนิวเคลียร์ ขณะที่เตหะรานยืนกรานว่าประเด็นเหล่านี้ "ไม่อาจเจรจาได้"
การเผชิญหน้าทางยุทธนาวีและคำขู่จากวอชิงตัน
ในขณะที่วิถีทางการทูตกำลังดำเนินไป ทั้งสองฝ่ายต่างเพิ่มแรงกดดันทางการทหาร โดยกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps - IRGC) ได้จัดซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เมื่อวันจันทร์และอังคาร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามความมั่นคง ขณะที่เตหะรานประกาศซ้อมรบทางเรือร่วมกับประเทศรัสเซีย (Russia) ในทะเลโอมาน โดยพลเรือตรี ฮัสซัน มักซูดลู (Rear Admiral Hassan Maqsoudlou) ระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกระทำฝ่ายเดียวในภูมิภาค
ทางด้านสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการให้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองเข้าสู่ภูมิภาค โดยลำแรกคือเรือ USS Abraham Lincoln พร้อมเครื่องบินเกือบ 80 ลำ ได้เข้าประจำตำแหน่งห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 700 กิโลเมตร นอกจากนี้ นางสาวคาโรไลน์ ลีวิตต์ (Karoline Leavitt) โฆษกทำเนียบขาว ยังได้ออกมาเตือนว่า "อิหร่านควรจะฉลาดพอที่จะทำข้อตกลง"
ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยกระดับวาทกรรมผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่า หากอิหร่านตัดสินใจไม่ทำข้อตกลง สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องใช้ฐานทัพอากาศในมหาสมุทรอินเดีย ณ หมู่เกาะชากอส (Chagos Islands) เพื่อ "กวาดล้างการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากระบอบการปกครองที่ไม่เสถียรและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/g751sm