เอเชียกลางเร่งสร้าง ‘สมาร์ทซิตี้’ กับจีน
เอเชียกลางเร่งสร้าง ‘สมาร์ทซิตี้’ กับจีน สะท้อนเทรนด์ ลดพึ่งรัสเซีย–เปิดเกมเชื่อมเศรษฐกิจสู่โลก
12-2-2026
SCMP รายงานว่า รัฐบาลในกลุ่มประเทศเอเชียกลาง (Central Asia) กำลังเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ "สมาร์ทซิตี้" (Smart city) อันทะเยอทะยาน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากรและแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานยุคโซเวียตที่เสื่อมสภาพ
โครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่จำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น แต่การที่จีน (China) เข้ามามีบทบาทอย่างโดดเด่นในโครงการเหล่านี้ ในขณะที่รัสเซีย (Russia) กลับหายไปอย่างน่าสังเกต กำลังจุดชนวนให้เกิดการถกเถียงว่าภูมิภาคนี้กำลังพยายามลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจต่อกรุงมอสโก (Moscow) หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในเอเชียกลางที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะกรอบความร่วมมือ C5+1 ที่นำโดยสหรัฐฯ (US) ซึ่งกลับมามีบทบาทอีกครั้งท่ามกลางความสนใจในแร่ธาตุสำคัญ ห่วงโซ่อุปทาน และผลกระทบทางยุทธศาสตร์จากสงครามยูเครน (Ukraine War)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan), คาซัคสถาน (Kazakhstan), อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) และเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) ต่างมีความคืบหน้าในการพัฒนาเขตเมืองขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยหลักแสนคน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Asman ในคีร์กีซสถาน, Alatau ในคาซัคสถาน, New Tashkent ในอุซเบกิสถาน และ Arkadag ในเติร์กเมนิสถาน ซึ่งแต่ละแห่งวางแผนรองรับประชากรเริ่มต้นที่ประมาณ 250,000 คน
ทำไมรัสเซียอาจเริ่มยอมรับการปรากฏตัวของจีนในเอเชียกลาง
ความโดดเด่นของบริษัทจีนในหลายโครงการได้ดึงดูดความสนใจอย่างมาก เช่น China State Construction Engineering Corporation ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในโครงการ Alatau หรือ CAMC Engineering รัฐวิสาหกิจรับเหมาของจีนที่เพิ่งสร้างสนามกีฬาโอลิมปิกเสร็จสิ้นในโครงการขยายเมือง New Tashkent เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ในคีร์กีซสถาน บริษัทก่อสร้างของจีนได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับสำนักงานการลงทุนแห่งชาติ และในเติร์กเมนิสถาน คณะผู้แทนจีนได้เข้าร่วมหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านสมาร์ทซิตี้และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI)
แรงผลักดันในการสร้างศูนย์กลางเมืองใหม่เริ่มชัดเจนขึ้นในเดือนมกราคม เมื่อโครงการ Asman ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์การลงทุนในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู เพื่อแสวงหาพันธมิตรจีนด้านการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล โครงข่ายพลังงานสีเขียว และระบบการจัดการเมืองที่ไฮเทค
ในทางกลับกัน รัสเซีย (Russia) ซึ่งเคยได้รับความร่วมมือในฐานะผู้ให้บริการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงหลักของเอเชียกลาง กลับหายไปจากการพัฒนาที่โดดเด่นเหล่านี้ หลิว สวี่ (Liu Xu) รองผู้อำนวยการสถาบันรัสเซีย ตะวันออกยุโรป และเอเชียกลางศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ประเทศจีน ระบุว่านี่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวงกว้าง โดยชี้ว่าคลื่นของโครงการเมืองแห่งอนาคตแสดงให้เห็นว่ารัฐในเอเชียกลางกำลังประสานแนวทางการพัฒนาและเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมกับปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจภายนอกใหม่
“ในมุมมองด้านเศรษฐกิจ นี่ไม่ได้หมายความว่าเอเชียกลางกำลังขยับเข้าใกล้จีนมากขึ้น แต่เป็นการขยับเข้าใกล้โลกมากขึ้น” หลิว สวี่ (Liu Xu) กล่าว “ในแง่นั้น คุณสามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นรูปแบบของการ 'ลดความเป็นรัสเซีย' (De-Russification) ทางเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพารัสเซียมากเกินไป”
เขากล่าวต่อว่าอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคอ่อนแอลงนับตั้งแต่สงครามยูเครน ซึ่งทำให้เอเชียกลางกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพามอสโกมากเกินไป และแม้รัสเซียจะหวังสร้างความสัมพันธ์ใหม่ แต่กลับขาดแคลนเงินทุน เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการลงทุนระยะยาวตามที่ภูมิภาคต้องการ “รัสเซียเองก็กำลังดิ้นรน และสิ่งที่เอเชียกลางต้องการในตอนนี้คือการลงทุนที่มุ่งเน้นอนาคตอย่างต่อเนื่อง”
คุณค่าทางยุทธศาสตร์และแร่ธาตุสำคัญ
คุณค่าทางยุทธศาสตร์ของเอเชียกลางพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และในขณะที่ปักกิ่งใช้แร่ธาตุสำคัญ (Critical minerals) เป็นเครื่องมือต่อรองกับวอชิงตัน สหรัฐฯ (US) ก็กำลังหันมามองภูมิภาคนี้ โดยมีรายงานว่าเอเชียกลางมีแร่ธาตุสำคัญอย่างน้อย 25 ชนิดจากทั้งหมด 54 ชนิด รวมถึงแมงกานีส 39 เปอร์เซ็นต์ โครเมียม 30 เปอร์เซ็นต์ และตะกั่ว 20 เปอร์เซ็นต์ของโลก โดยเฉพาะคาซัคสถานเพียงประเทศเดียวผลิตยูเรเนียม (Uranium) ถึง 43 เปอร์เซ็นต์ของโลก
ในเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำจากทั้ง 5 ประเทศเอเชียกลางในวอชิงตัน ซึ่งถือเป็นกาสัมมนาในระดับนั้นเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษนับตั้งแต่มีการก่อตั้งกรอบ C5+1 นักวิเคราะห์ตั้งสังเกตว่าในขณะที่วอชิงตันมุ่งเน้นเรื่องความมั่นคงและความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทาน จีนและรัสเซียได้วางรากฐานลึกซึ้งในด้านการขุดเจาะ การแปรรูป และโลจิสติกส์ไปแล้ว สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลเอเชียกลางมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการรักษาสมดุลของผลประโยชน์ที่แข่งขันกัน
เคเมล ทกตอมูเชฟ (Kemel Toktomushev) นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยเอเชียกลาง ระบุว่าผู้นำในภูมิภาคเริ่มมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นในการใช้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเพื่อขับเคลื่อนวาระของตนเอง โดยมุ่งดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี และความสนใจทางการเมืองจากทุกฝ่ายเพื่อรักษาอิสรภาพในการตัดสินใจ
ด้าน จู หย่งเปียว (Zhu Yongbiao) ศาสตราจารย์จากศูนย์อัฟกานิสถานศึกษา มหาวิทยาลัยหลานโจว มองว่าโครงการเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันภายในเป็นหลัก เนื่องจากประชากรเติบโตเร็วและเป็นคนรุ่นใหม่ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่สามารถรองรับได้ โดยประชากรในภูมิภาคคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 84 ล้านคน เป็นมากกว่า 114 ล้านคนภายในปี 2050 ตามการคาดการณ์ของสหประชาชาติ (UN)
แม้หลิว สวี่ (Liu Xu) จะมองว่าโครงการเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของตลาดที่แท้จริงซึ่งรัสเซียขาดแคลนเนื่องจากระบบเศรษฐกิจยังถูกควบคุมโดยรัฐอย่างหนัก แต่จู หย่งเปียว (Zhu Yongbiao) เชื่อว่าโครงการเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนความสัมพันธ์พื้นฐานกับรัสเซีย และยังสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศแบบหลายทิศทาง (Multi-vector foreign policy) ที่ภูมิภาคนี้ดำเนินมาตลอด “เอเชียกลางยินดีรับการลงทุนจากจีน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาปฏิเสธรัสเซียหรือพันธมิตรอื่นๆ โครงการเหล่านี้เป็นเรื่องของความทะเยอทะยานในการพัฒนา ไม่ใช่การเลือกข้างทางภูมิรัฐศาสตร์”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3343192/central-asia-builds-smart-cities-china-it-moving-away-russia?module=top_story&pgtype=homepage