.
วุฒิสภาสหรัฐฯ ไฟเขียว “ทรัมป์” เดินหน้าศึกอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลสงครามบานปลาย แรงต้านจากประชาชน
5-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ (US Senate) ลงมติเปิดทางให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน (Iran) ต่อไป ในการลงคะแนนเมื่อวันพุธที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกอย่างรุนแรงภายในประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เปราะบางสูง
ความพยายามของพรรคเดโมแครตในการออกมาตรการสกัดการโจมตีของสหรัฐฯ ถูกโหวตคว่ำในขั้นตอนเชิงกระบวนการ โดยผลการลงคะแนนแยกตัวตามแนวพรรคการเมืองอย่างชัดเจน มีเพียงสมาชิกเดโมแครต 1 คน คือ จอห์น เฟตเตอร์แมน (John Fetterman) จากรัฐเพนซิลเวเนีย ที่ร่วมโหวตหนุนสงครามเคียงข้างสมาชิกพรรครีพับลิกัน ขณะที่แรนด์ พอล (Rand Paul) ส.ว.รีพับลิกันจากรัฐเคนทักกี ลงคะแนนสวนพรรคเพื่อสนับสนุนความพยายามหยุดการโจมตี
ผลลงมตินี้เปิดทางให้ทำเนียบขาวเดินหน้าสงครามซึ่งยังไม่ชัดเจนทั้งในมิติของต้นทุน ผลสะท้อนทางการเมือง และผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ระดับแรงสนับสนุนทางการเมืองในช่วงเริ่มต้นต่ำกว่าสงครามในอัฟกานิสถานและอิรักอย่างชัดเจน แม้ทั้งสองกรณีดังกล่าวจะจบลงด้วยการถูกต่อต้านอย่างหนักจากสาธารณชนในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีทรัมป์และทีมที่ปรึกษายังคงแสดงความมั่นใจว่าสงครามกับอิหร่านจะยุติลงได้อย่างรวดเร็ว
มติด้วยคะแนนเสียง 47 ต่อ 53 ยังทำให้สมาชิกวุฒิสภาทุกคนต้องแสดงจุดยืนต่อสงครามครั้งนี้อย่างเป็นทางการ ในจังหวะที่สภาคองเกรสกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน เสี่ยงให้ผู้ที่หนุนสงครามต้องเผชิญแรงต่อต้าน หากประชาชนมองว่าสงครามดำเนินไปอย่างติดหล่ม หรือเบี่ยงเบนรัฐบาลออกจากการแก้ไขปัญหาปากท้องของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในทางกลับกัน ฝ่ายคัดค้านก็เผชิญความเสี่ยงจะถูกโจมตีว่าอ่อนข้อกับระบอบการปกครองที่เป็น “ศัตรูตัวฉกาจ” ของอิสราเอล (Israel) และถูกสังคมอเมริกันส่วนใหญ่รังเกียจมาตั้งแต่เหตุการณ์ยึดสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานเมื่อปี 1979 โดยเฉพาะหากรัฐบาลทรัมป์สามารถปิดเกมสงครามด้วยความสูญเสียและผลกระทบทางเศรษฐกิจในระดับจำกัด
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีกำหนดลงมติในญัตติของตนเองในวันพฤหัสบดี แต่สถานะของมติดังกล่าวกลายเป็นเชิงสัญลักษณ์ไปแล้ว เนื่องจากข้อกฎหมายเพื่อยุติสงครามจำเป็นต้องผ่านทั้งสองสภา ไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎร แสดงความมั่นใจว่าญัตติจะ “ตกไป” เช่นกัน ขณะที่สมาชิกเดโมแครตสายกลางบางส่วนก็ประกาศล่วงหน้าว่าจะลงคะแนนคัดค้านมตินี้
บรรดาสมาชิกวุฒิสภารีพับลิกันให้เหตุผลว่า สภาคองเกรสไม่ควรจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์ในการบริหารจัดการสงคราม และย้ำว่าเขามีสิทธิชอบธรรมในการใช้กำลังทหารไม่ว่ามีมติอนุมัติจากสภาคองเกรสหรือไม่ก็ตาม มิตช์ แมคคอนเนลล์ (Mitch McConnell) อดีตผู้นำเสียงข้างมากวุฒิสภาจากรัฐเคนทักกี กล่าวยกย่องทรัมป์ว่าได้ตัดสินใจ “อย่างกล้าหาญและหนักแน่น” ในการเดินหน้าสู่สงคราม
“การทำลายศักยภาพของอิหร่านในการผลิตโดรนที่โปรยความตายลงในยุโรปและตะวันออกกลางมีคุณค่ามหาศาลในระดับโลก” แมคคอนเนลล์กล่าว พร้อมทั้งย้ำกรอบเหตุผลด้านความมั่นคงของพันธมิตรตะวันตกและภูมิภาค
แม้จะสนับสนุนโดยรวม สมาชิกรีพับลิกันหลายรายยังแสดงความกังวลต่อขอบเขตของปฏิบัติการ และหวังว่าสหรัฐฯ จะไม่ส่งกำลังพลภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่านโดยตรง โดยชี้ถึงความเสี่ยงของการลากประเทศเข้าสู่สงครามขนาดใหญ่ยืดเยื้อ
การหนุนสงครามอิหร่านอย่างฉิวเฉียดในวุฒิสภาชุดนี้ แตกต่างอย่างมากจากมติ 77 ต่อ 23 เสียงที่เคยให้อำนาจอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ใช้กำลังทหารในอิรักเมื่อปี 2002 ขณะนั้นเกือบครึ่งหนึ่งของสมาชิกเดโมแครตในวุฒิสภาโหวตเห็นชอบ รวมถึงบุคคลสำคัญอย่างฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) ว่าที่ผู้สมัครประธานาธิบดีในอนาคต และโจ ไบเดน (Joe Biden) ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานาธิบดี
ด้านกระแสประชาชน ผลสำรวจความคิดเห็นของ CNN ที่จัดทำในวันเสาร์และอาทิตย์ซึ่งเป็นช่วงหลังเริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ระบุว่า ราว 59% ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการโจมตีดังกล่าว สะท้อนความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการหลีกเลี่ยงการถลำสู่ “สงครามที่ไม่รู้จบ” อีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูง
ความปั่นป่วนในตลาดพลังงานโลกจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอื่นๆ ในปีที่สถานการณ์เศรษฐกิจของครัวเรือนถูกคาดหมายว่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในการเลือกตั้ง
พรรคเดโมแครตยังโจมตีฝ่ายบริหารของทรัมป์ว่าขาดความชัดเจนในเป้าหมายของสงคราม เซเนเตอร์ริชาร์ด บลูเมนธาล (Richard Blumenthal) จากรัฐคอนเนตทิคัต เปิดเผยหลังออกจากการบรรยายสรุปร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและทหารเมื่อวันอังคารว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถอธิบาย “ภารกิจหลัก” ได้อย่างชัดเจน
“ผมกังวลมากกว่าเดิมหลังการบรรยายสรุปครั้งนี้ว่า เราอาจต้องส่งกำลังพลภาคพื้นดินเข้าไป และทหารสหรัฐฯ อาจจำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ฝ่ายบริหารตั้งใจจะทำ” บลูเมนธาลกล่าว พร้อมเสริมว่า “ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ชัดว่าลำดับความสำคัญของฝ่ายบริหารคืออะไรกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นการทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของอิหร่าน การทำลายระบบขีปนาวุธ การเปลี่ยนแปลงระบอบ หรือการหยุดยั้งกิจกรรมก่อการร้าย”
ในมิติด้านงบประมาณ สภาคองเกรสอาจต้องอนุมัติงบเพิ่มเติมเพื่อใช้ทำสงคราม หากสหรัฐฯ เดินหน้าส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด เครื่องบินรบ และยุทโธปกรณ์อื่นๆ เข้าไปประจำการในภูมิภาคมากขึ้น ทอม โคล (Tom Cole) ส.ส.รีพับลิกันจากรัฐโอคลาโฮมา และประธานคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า เขาคาดว่าจะได้รับคำขอจัดสรรงบฉุกเฉินในไม่ช้า แม้ยังไม่ได้รับรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
“การรักษาหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินสองชุดให้ออกปฏิบัติการพร้อมกันไม่ใช่เรื่องราคาถูก ไหนจะทรัพยากรอื่นๆ ที่ถูกใช้ไปอีกมากมาย” โคลกล่าว “ดังนั้นผมคาดว่าคำของบจะต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-04/us-senate-clears-way-for-trump-on-iran-war-despite-stark-divide?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy